
ฐานที่มาและการใช้อำนาจในสังคมประชาธิปไตย
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีข้อที่ชวนให้เราคิดใคร่ครวญและวิพากษ์วิจารณ์กันต่อๆ ไปในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของผลกระทบทางการเมือง และการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของบุคคลฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการปรับตัวของสถาบันการเมืองที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับตัวของพรรคการเมืองและรัฐสภา เป็นต้น
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีข้อที่ชวนให้เราคิดใคร่ครวญและวิพากษ์วิจารณ์กันต่อๆ ไปในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของผลกระทบทางการเมือง และการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของบุคคลฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการปรับตัวของสถาบันการเมืองที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับตัวของพรรคการเมืองและรัฐสภา เป็นต้น
รวมทั้งในเรื่องวิธีคิดของสังคมไทยเกี่ยวกับฐานที่มาของอำนาจอย่างหนึ่ง และวิธีการหรือลักษณะการใช้อำนาจอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเรื่องมีความเชื่อมโยงกัน บางท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ทั้งสองเรื่องนั้นแยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด
กล่าวคือ สังคมไทยมีความเชื่อของตนเองมาเป็นเวลาช้านาน และบ้างว่ามีการหยิบยืมมาจากสังคมและวัฒนธรรมอื่นๆ (เช่น พุทธศาสนา) ว่า อำนาจนั้นมีแหล่งที่มาจากธรรมชาติและบุญบารมีที่สะสมกันมาตามธรรมชาติ ฉะนั้น ในสังคมตามธรรมชาตินั้น มนุษย์รวมหมู่จะรู้ได้ด้วยตนเองว่าเมื่อมีข้อขัดแย้งกันเองแล้ว เราควรจะหาความเป็นธรรมและความยุติธรรมจากไหน และพึงเสาะแสวงหาได้จากบุคคลหรือคณะบุคคลใด
ครั้นต่อมาสังคมการเมืองพัฒนาขึ้น แหล่งที่มาของอำนาจตามธรรมชาตินั้นได้ถูกเจือจางลง เพราะมีการผสมกลมกลืนไปกับแหล่งที่มาของเหล่าเทวดา เช่น พระอินทร์ พระนารายณ์ และยังทำให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นตามพัฒนาการของพุทธศาสนา เช่น วิธีคิดเรื่องไตรภูมิ แนวคิดเรื่องสมเด็จพระจักรพรรดิ และจักรวาลแบบพุทธ ซึ่งทำให้แหล่งที่มาของอำนาจมีความลึกลับและมีลักษณะของพิธีกรรมทวีมากยิ่งๆ ขึ้นตามลำดับ
จนกระทั่งสังคมการเมืองไทยก้าวเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ได้ยอมรับคติอำนาจมาจากฐานเบื้องล่าง เรียกกันว่า พลเมือง หรือราษฎร หรือประชาชน หรือประชาชาติ หรือชาติบ้าง ฐานคิดเช่นว่านี้ บางท่านบอกว่าเป็นของสมัยใหม่โดยแท้ เนื่องด้วยสังคมไทยไม่ได้มีวิธีคิดแบบนี้มาก่อนเลย แต่บ้างก็ว่า ไม่ใช่ของใหม่ไปเสียทั้งหมด เพราะสังคมไทยก็มีแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมและความยุติธรรมตามธรรมชาติอยู่บ้างก่อนหน้านี้แล้ว
ฐานคติเรื่องอำนาจมาจากประชาชน ประชาชาติ พลเมือง และราษฎร นี้ ในสังคมการเมืองไทยมีการแกว่งไกวและเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว เช่น ในช่วง 25 ปีแรกของระบอบประชาธิปไตยไทย แนวคิดและคำว่าราษฎรกับพลเมืองจะถูกใช้มากสักหน่อย ซึ่งจะมีความหมายเดียวกับประชาชนและประชาชาติ หรือชาติหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่เป็นอันมาก
ยกตัวอย่างเช่น หากอำนาจมาจากประชาชาติหรือชาติ ผู้เขียนเข้าใจว่า คงไม่ได้หมายถึงกลุ่มคนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน หากยังหมายรวมถึงคนไทยในอดีต ลูกหลานของคนไทยในอนาคต รวมทั้งสถาบันและจารีตประเพณีทางการเมืองการปกครอง ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างและธำรงรักษาชาติหรือประชาชาติ
หากฐานคิดของอำนาจได้เคลื่อนมาอยู่ที่ประชาชนและย่อส่วนลงมาไว้ที่ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ก็มีความหมายว่าคณะผู้แทนของผู้ออกเสียงเลือกตั้งนั้น มีอำนาจสูงสุด (Supremacy) อย่างเช่น สามารถตรารัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ได้ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามความประสงค์
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยโดยส่วนรวมมีการเรียนรู้และต่างตระหนักรู้ว่า แหล่งที่มาของของอำนาจนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับวิธีการใช้อำนาจ อย่างเช่น ผู้นำตามธรรมชาติ หากใช้อำนาจที่รุนแรงเกินไป ย่อมส่งผลให้อำนาจตามธรรมชาตินั้นลดน้อยถอยลงหรือหมดสิ้นไปได้
เฉกเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ซึ่งมีหลักทศพิธราชธรรมกำกับการใช้อำนาจของพระองค์อยู่ด้วย หากมีการหย่อนยานหรือไม่เคร่งครัด ก็ย่อมบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์เฉพาะพระองค์นั้นๆ ไปในท้ายที่สุด
ในกรณีของสังคมการเมืองสมัยใหม่ ฐานที่มาของอำนาจที่สำคัญ คือ ประชาชาติและประชาชน แต่อำนาจที่ได้รับมาก็คงจะต้องใช้อย่างเหมาะสม ตามระเบียบแบบแผน ขั้นตอน ตามระบบกฎหมาย และตามระบบค่านิยมของโลกสมัยใหม่
รัฐสภาและการประชุมของรัฐสภานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นสถานที่ที่ผู้แทนของประชาชนจะได้มาประชุมอภิปราย พูดคุย โต้เถียง ต่อรอง ฯลฯ กัน เพื่อให้ได้มติ ข้อสรุปของการแสดงความเห็น ข้อสรุปของแนวนโยบาย ร่างของการตรากฎหมาย และการรับรองหรือไม่รับรองการทำงานฝ่ายบริหาร
ขั้นตอนดังกล่าวเปรียบไปเหมือนกับการใช้อำนาจแบบองค์รวมของคณะผู้แทนประชาชน ซึ่งโดยปกติแล้วในรัฐสภาก็จะประกอบไปด้วยผู้แทนของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มอุดมการณ์ต่างๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อมีผลสรุปออกมาแล้ว ก็ควรที่จะสยบความเห็นต่างของกลุ่มการเมืองตรงข้ามได้พอสมควร
ฉะนั้น การยื่นญัตติก็ดี การแปรญัตติก็ดี การเปิดให้อภิปรายก็ดี การปิดการประชุมเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามอภิปรายก็ดี รวมทั้งการลงมติเพื่อหาข้อสรุปก็ดี ล้วนเป็นการใช้อำนาจแบบองค์รวมของผู้แทนประชาชน ซึ่งควรทำให้มีความสงบและเรียบร้อย มิควรให้เป็นเรื่องที่เอิกเกริกในลักษณะที่ไม่สุจริตและฉ้อฉล
เพราะว่าการใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลย้อนกลับไปทำลายความชอบธรรมของฐานที่มาของอำนาจประชาชนนั้นเสียเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เลวร้ายหนักยิ่งสำหรับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยตัวแทนในสังคมการเมืองไทย







