
ศึกบินโลว์คอสต์ไทยระอุ
สถานีโทรทัศน์ชาแนลนิวส์เอเชียจากสิงคโปร์ รายงานว่า สมรภูมิการแข่งขันทางธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทยกำลังเป็นไปอย่างร้อนแรง หลังจากที่สายการบินไลอ้อนแอร์ จากอินโดนีเซีย และสายการบินเวียดเจ็ตแอร์ จากเวียดนาม ได้เข้ามาลงทุนในไทยและเตรียมเปิดเส้นทางการบินใหม่ในต้นปีหน้า ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าการแข่งขันด้านราคาให้บริการในตลาดการบินต้นทุนต่ำจะเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น
สถานีโทรทัศน์ชาแนลนิวส์เอเชียจากสิงคโปร์ รายงานว่า สมรภูมิการแข่งขันทางธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทยกำลังเป็นไปอย่างร้อนแรง หลังจากที่สายการบินไลอ้อนแอร์ จากอินโดนีเซีย และสายการบินเวียดเจ็ตแอร์ จากเวียดนาม ได้เข้ามาลงทุนในไทยและเตรียมเปิดเส้นทางการบินใหม่ในต้นปีหน้า ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าการแข่งขันด้านราคาให้บริการในตลาดการบินต้นทุนต่ำจะเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น
นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังทำให้เจ้าตลาดอย่างสายการบินนกแอร์และสายการบินแอร์เอเชีย อาจต้องพบกับความยากลำบากในการแข่งขันมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
สื่อชื่อดังจากแดนลอดช่อง ระบุต่อว่า ช่วงไตรมาสแรกปีหน้า สายการบินเวียดเจ็ตแอร์ เตรียมที่จะเปิดเส้นทางบินการบินระหว่างไทยเวียดนาม ขณะที่ไทยไลอ้อนแอร์ก็เตรียมที่จะเปิดให้บริการเส้นทางบินกรุงเทพฯเชียงใหม่ และเส้นทางกรุงเทพฯ–จาการ์ตา โดยให้บริการบิน 2 เที่ยวต่อวัน นอกจากนี้ก็ยังเตรียมที่จะเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ ไปยังกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ในเดือน ธ.ค.นี้อีกด้วย
วรวุฒิ วงศ์โกสิตกุล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบิน สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ยอมรับว่าในตลาดการบินต้นทุนต่ำในไทยมีคู่แข่งอยู่เยอะมาก พร้อมกับยอมรับว่าโอกาสที่จะได้กำไรในเร็วๆ นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่คาดหวังภายใน 2–3 ปี น่าจะได้ผลตอบแทนกลับคืนบ้าง
“เราก็คิดที่จะขยายกิจการและใช้ศูนย์กลางการบินในที่อื่นๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเรามองไปที่ จ.เชียงใหม่ หรือหาดใหญ่” วรวุฒิ วงศ์โกสิตกุล กล่าวให้สัมภาษณ์กับชาแนลนิวส์เอเชีย
ทั้งนี้ ไลอ้อนแอร์ คือ สายการบินจากต่างชาติที่เข้าไปลงทุนด้านธุรกิจการบินในประเทศไทยเป็นรายล่าสุด โดยจะเปิดให้บริการเส้นทางการบินจากกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเปิดตัวด้วยราคาค่าบริการต่ำที่สุดในบรรดาคู่แข่งด้วยกัน
ด้าน เบนแดน โซบี หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านศูนย์การบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนการเจาะตลาดการให้บริการการบินระหว่างประเทศในไทยของธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์อยู่ที่ประมาณ 20% ขณะที่เมื่อเทียบกับสิงคโปร์อยู่ที่ 31% และมาเลเซียที่ 50%
“ดังนั้น ผมจึงคิดว่าสายการบินโลว์คอสต์รายใหญ่คงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพและมองว่าจะได้เห็นการควบรวมของสายการบินต่างๆ ในระยะกลางและในระยะยาวมากขึ้น” โซบี กล่าว พร้อมเสริมอีกด้วยว่า โอกาสทางธุรกิจด้านการให้บริการการบินต้นทุนต่ำมีอยู่เยอะมากในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ด้าน พอล อึ้ง หัวหน้าฝ่ายการบินโลก ของสตีเฟนสัน ฮาร์วูด กล่าวว่า จุดที่ทำให้ไทยมีความน่าสนใจ คือ ไทยมีข้อตกลงด้านการเปิดน่านฟ้ากับจีน ดังนั้นจึงทำให้การเปิดเส้นทางการบินในไทย จึงสามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองทางตอนใต้ของจีน อย่างกว่างโจวและมณฑลทางตอนใต้อื่นๆ ได้อีกมาก
ขณะเดียวกันไทยก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกอย่างตลาดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างพม่าที่เข้ามาใหม่อีกด้วย
“นั่นคือตลาดที่มีคนอยู่ถึง 65 ล้านคน และสายการบินราคาประหยัดเหล่านี้ยังมองเห็นโอกาสไปที่พม่า โดยเฉพาะถ้าหากกฎการขอหนังสือเดินทางเข้ามาในไทยของนักท่องเที่ยวพม่าสามารถทำได้ง่ายขึ้น” พอล อึ้ง กล่าว
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์อีกหลายคนยังมองอีกด้วยว่า ถึงแม้ว่าการแข่งขันด้านราคาจะทำให้บริษัทผู้ให้บริการมีผลประกอบการลดลง แต่ด้วยความหวังว่าจะมีจำนวนฐานลูกค้าในตลาดลูกค้าโลว์คอสต์เพิ่มขึ้น ทำให้สายการบินต่างๆ ยินดีเข้ามาแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันตลาดดังกล่าวมีผู้ที่ใช้บริการการบินเพียงแค่ 20% เท่านั้น ยังเหลือโอกาสอีกถึง 80%
ขณะที่ โซบี ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันโดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของการแข่งขันในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาคอาเซียนได้พุ่งทะยานขึ้นจากศูนย์ มาอยู่ที่ 50% ของตลาดแล้วในปัจจุบัน และนั่นก็หมายโอกาสทางธุรกิจที่เหลืออยู่ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมีเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากตลาดในเวียดนามและพม่าที่กำลังเริ่มขยายตัวขึ้น







