
จับสัญญาณเฟดปั่นตลาดนาทีนี้มะกันยังต้องพึ่ง "หุ้น"
เพียงแค่มีสัญญาณจากเบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐยังห่างไกลจากที่เฟดคาดหวัง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เพียงแค่มีสัญญาณจากเบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐยังห่างไกลจากที่เฟดคาดหวัง พร้อมอัตราการว่างงานที่ยังสูงถึง 7.3% ตลาดหุ้นสหรัฐก็พร้อมใจกันทะยานขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดครั้งใหม่กันถ้วนหน้าทันที ดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ไต่ขึ้นไปเหนือระดับ 16,000 จุด พร้อมกับเอสแอนด์พี 500 ที่พุ่งไปทะลุ 1,800 จุด
ทว่าอีกเพียงแค่ 2 วันถัดมา ตลาดทุนก็กลับดิ่งลงสู่แดนลบตามมาทันที ราวกับไม่เคยมีข่าวดีเกิดขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์
เพราะเฟดที่เคยเป็นผู้ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแย่ จนอาจทำให้ต้องตัดสินใจคงมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อไปอีกระยะนั้น กลับเปิดเผยผลการประชุมเมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ตรงข้ามกันแบบ “พลิกลำเรือ” ว่า มีแนวโน้มที่เฟดจะเริ่มลดวงเงินคิวอีภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยไม่ยึดติดกับตัวเลขการจ้างงานเป็นปัจจัยหลักอีกต่อไป
สถานการณ์ที่ “กลับไปกลับมา” ดังกล่าวซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่มีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. และกำลังทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นว่าเหตุใด เฟดซึ่งเป็นตัวแปรที่ทรงอิทธิพลต่อตลาดทุนทั่วโลกมากที่สุดในวันนี้ จึงส่งสารแบบฟลิปฟลอปไปมา ทั้งที่รู้ดีว่าทุกคำพูดที่หลุดไปในนามองค์กรแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่สามารถขยับการเคลื่อนไหวของตลาดทุนทั่วโลกได้ทุกครั้ง
สิ่งที่ดูเหมือนกับการส่งสัญญาณ “ปั่น” ตลาดทุนให้เป็นวัฏจักรการซื้อมาขายไป เพื่อช็อตทำกำไรสูงสุดในระยะสั้นๆ นั้น กำลังถูกมองว่า “เอื้อประโยชน์” ต่อตลาดทุนในวอลสตรีท ซึ่งเต็มไปด้วยภาคธุรกิจการเงินและบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมากที่สุด และแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับเศรษฐกิจสหรัฐไปแล้ว
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากบรรทัดฐานเดียวกันกับที่รัฐบาลสหรัฐพยายามแก้ไขวิกฤตการณ์ภาคการเงินและวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ หลังฟองสบู่แตกในปี 2008 เป็นต้นมา ก็อาจพอเข้าใจได้ว่าเหตุใดรัฐบาลสหรัฐและเฟดจึงเลือกที่จะทำทุกทางเพื่อช่วยกระตุ้นวอลสตรีท ก่อนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่าง “เมนสตรีท”
ประการแรกนั้น เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพเสียหายอย่างหนักภายหลังวิกฤตการณ์ปี 2008 การแตกตัวของสบู่อสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินที่อ่อนแอได้ฉุดให้ธุรกิจต่างๆ ทั้งระบบย่ำแย่ไปด้วย จนสหรัฐไม่สามารถใช้การบริโภคและภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเป็นแกนนำการฟื้นตัวของประเทศได้อย่างเช่นในภาวะปกติ
ดังนั้น การใช้มาตรการคิวอีอัดฉีดซื้อสินทรัพย์ที่พิสูจน์มาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ว่า กระตุ้นได้เพียงตลาดทุนและเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่รอบใหม่นั้น จึงถูกนำมาปัดฝุ่นใช้อีกเป็นครั้งที่ 3
เว็บบล็อกการเงินชื่อดังในสหรัฐ ซีโร เฮดจ์ เคยระบุไว้ว่า ประเทศที่ป่วยด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ฟองสบู่ครั้งใหม่มาช่วยถอน และได้อ้างคำพูดของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินรายหนึ่งที่น่าสนใจเอาไว้ว่า สิ่งที่สหรัฐจำเป็นต้องมีหลังเกิดวิกฤตก็คือ “วิธีสร้างความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันรวดเร็ว” ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีวิธีใดที่ตอบโจทย์ได้ดีไปกว่าการซื้อมาขายไปในตลาดทุน
นอกจากนี้ จากการวิจัยของบริษัท มูดี้ส์ แอนาไลติกส์ ยังพบว่า การใช้จ่ายของชาวอเมริกันซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้น กำลังผูกโยงกับกลุ่มคนรวยมากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป เนื่องจากกลุ่มคนร่ำรวย 5% ของประเทศนั้นคิดเป็นสัดส่วนการบริโภคในประเทศถึง 37% เมื่อเทียบกับคนฐานะปานกลางถึงระดับล่างอีก 80% ที่มีสัดส่วนการบริโภคแทบไม่ต่างกันที่ 39.5% ดังนั้นการที่สหรัฐจะทำทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นตลาดทุนก่อนจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด
ประการต่อมานั้นอาจเรียกได้ว่า เฟดแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับตลาดทุนไปแล้ว เมื่อกำไรของตลาดทุนก็คือกำไรของเฟดและความเสียหายของตลาดทุน ก็คือหายนะของเฟดด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะต้องไม่ลืมว่าการช่วยเหลือของเฟดในปัจจุบันนี้ไม่ใช่การช่วยแบบเพียงแค่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือช่วยผ่านอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษที่ระดับ 0–0.25% เท่านั้น หากแต่เป็นการนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยการพิมพ์เงินราคาถูกออกมาซื้อพันธบัตรระยะยาวถือเก็บไว้ จนส่งผลให้งบดุลของเฟดพุ่งขึ้นจาก 9.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2008 ไปสู่ระดับเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในเวลาเพียงแค่ 5 ปี
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของเฟดนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อย เพราะเพียงแค่ครึ่งแรกของปี 2012 นั้น เฟดได้จ่ายเงินเข้ากระทรวงการคลังไปถึง 4.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งจากที่จ่ายของทั้งปี 2011 ซึ่งอยู่ที่ 7.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตัวเลขหลังนี้ยังนับเป็นระดับที่สูงขึ้นถึง 65% จากตัวเลขของปี 2009 มาแล้ว
เท่ากับว่ายิ่งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอีกหลายรูปแบบของตลาดทุนในสหรัฐฟื้นตัวได้มากเท่าไรภายใต้การอัดฉีดเงินคิวอี ก็เท่ากับว่าเงินนั้นได้ไหลเข้าสู่เฟดและกลับคืนสู่รัฐบาลสหรัฐมากขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ หลังจากที่เบอร์แนนคีเริ่มส่งสัญญาณฟลิปฟลอปถึงการเตรียมลดคิวอีครั้งแรกในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าตลาดทุนสหรัฐมีปฏิกิริยาตอบรับในทางลบทันที โดยตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 22 พ.ค. ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดครั้งแรกของเดือน พ.ค. ดัชนีสำคัญทั้งดาวน์โจนส์ เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็ก คอมโพสิต ร่วงลงที่ราว 0.52–0.83% หลังจากที่ทยอยปรับขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องมาตลอดก่อนหน้านี้ จนทำให้เฟดต้องกลับสัญญาณในภายหลังเพื่อบรรเทาผลกระทบของตลาดทุน
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ตลาดทุนจะเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอคิวอีในครึ่งหลังของปี 2013 นี้ ทว่าการซื้อขายในตลาดกลับไม่ได้ลดลงตามความกังวลตามไปด้วย เพราะแทบทุกครั้งที่มีความกังวลเรื่องการเตรียมชะลอคิวอี เฟดจะส่งสัญญาณออกมาบรรเทาความกังวลของตลาดตามมา จนกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายอย่างคึกคัก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ดัชนีดาวน์โจนส์ซึ่งเคยเคลื่อนไหวในระดับ 15,307 จุด เมื่อเดือน พ.ค. สามารถทะยานไต่ระดับขึ้นไปได้ถึง 700 จุด จนไปแตะ 16,000 จุดได้ในสัปดาห์นี้ และมีแนวโน้มที่ดัชนีต่างๆ ในสหรัฐ จะยังสามารถไต่ระดับขึ้นไปได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่นักวิเคราะห์คาดกันว่าอาจได้เห็นการเริ่มชะลอคิวอีจริงๆ
เพราะเฟดจะยังคงเล่นกับตลาดต่อไปอีกนาน ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวได้แบบกลวงๆ เพียงแค่ในตลาดทุนเหมือนเช่นทุกวันนี้







