
เอกชนสับการเมืองถ่วงความเจริญ
เอกชนอึดอัดปัญหาการเมืองถ่วงความเจริญเศรษฐกิจ ณรงค์ชัยจับตาต้นทุนการเงินพุ่ง หากไทยถูกลดอันดับเครดิต
เอกชนอึดอัดปัญหาการเมืองถ่วงความเจริญเศรษฐกิจ ณรงค์ชัยจับตาต้นทุนการเงินพุ่ง หากไทยถูกลดอันดับเครดิต
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองขณะนี้สร้างความอึดอัดให้ภาคเอกชนและกระทบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนโยบายสำคัญๆ จะต้องหยุดชะงักไป เนื่องจากภาครัฐและเอกชนมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันหลายชุดจะต้องหยุด ยิ่งหากมีการยุบสภายิ่งจะทำให้ทุกอย่างหยุดไปอย่างน้อย 23 เดือน
“แม้ว่าในช่วง 510 ปีที่ผ่านมา ไทยได้ผ่านพ้นวิกฤตปัญหาทางการเมืองมาตลอด ทำให้ภาคเอกชนต้องปรับตัวเอง ซึ่งในระยะสั้นปัญหาการเมืองยังไม่กระทบกับภาคเศรษฐกิจมากนัก แต่หากปัญหายังยืดเยื้อต่อไปก็จะกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าพูดคุยกันและสามัคคีกันเพื่อแก้ไขปัญหา” อิสระ กล่าว
ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์ และประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี กล่าวว่า ปัญหาการเมืองและความไม่ชัดเจนนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับประชานิยมและโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ทราบความเสียหายที่แน่นอนส่งผลให้ภาครัฐมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย (เรตติ้ง) และมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการเงินของไทยเพิ่มขึ้น
การผลักดันให้เศรษฐกิจไทย ปัจจัยสำคัญคือด้านแรงงาน โดยได้เสนอแนะให้สร้างระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม ภาคเอกชนจะต้องสร้างบุคลากรเองให้ตรงกับความต้องการ แก้ทัศนคติลูกจ้างนายจ้าง ให้แก้ระบบส่งเสริมและการกำกับตลาดแรงงาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดค่าใช้จ่ายเดินทาง
“จากการสำรวจค่าใช้จ่ายในทำงานประมาณ 259 บาทต่อวัน โดยเป็นค่าใช้จ่ายการเดินทาง 83 บาท ค่าอาหาร 176 บาท ซึ่งได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทางที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมๆ กับต้องลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายการเดินทางซึ่งสูงมาก” ณรงค์ชัย กล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 57 คงคาดเดาได้ยากว่าจะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหนหากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อ ซึ่งในแง่ของเสถียรภาพทางการเงิน เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนมาก โดยมองว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนมีความผันผวนมากขึ้น ดังนั้น หาก ธปท.สามารถรักษาเสถียรภาพการเงินได้ก็จะเป็นการช่วยภาคเอกชนได้มาก
ด้านกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยต้องเตรียมคือการพัฒนาคน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเติบโต เพราะคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นฐานการพัฒนาทุกด้าน ซึ่งภาคธุรกิจไทยปัจจุบันมีปัญหาขาดแรงงานน่าเป็นห่วง แรงงานไทยมีทักษะ แต่เป็นทักษะที่ไม่ตรงกับที่ภาคธุรกิจต้องการ ภาคเอกชนและภาครัฐควรปรับระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาคนรับภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศให้ยกระดับรายได้ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้ยกระดับไปพัฒนาสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นได้ เพื่อฉีกตัวหนีเพื่อนบ้านได้ หรือภาคธุรกิจถ้าเติบโตก็ควรมีส่วนร่วมเพื่อโตไปด้วยกัน แต่หันมาดูคนเรายังมีปัญหาความรู้ภาษาอังกฤษยังไม่ได้ เด็กในเมืองและชนบทก็ห่างกันเหลื่อมล้ำ
“ความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าหลักๆ ยังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก เพดานหนี้และคิวอีซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินโลกมากขึ้น ด้านความเสี่ยงในประเทศภาครัฐจะกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหนในภาวะที่โลกอ่อนแอ ซึ่งเมื่อภาครัฐลงทุน 2 ล้านล้านบาท ภาคเอกชนก็จะลงทุนตาม แต่ความเสี่ยงคือถ้ารัฐทำไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาทำให้เม็ดเงินจะเข้าลงทุน ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 2% ของจีดีพี ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าไม่ได้จะเป็นความเสี่ยง แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่ทำให้จีดีพีลดลงมากนัก แต่คงโตไม่ถึงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งปีนี้เวิลด์แบงก์คงต้องทบทวนตัวเลขการส่งออกใหม่จากเดิมที่คาดไว้ 22.5% แต่จากข้อมูลไตรมาส 3 ปีนี้ที่ออกมาคงจะโตไม่ถึง ทำให้ตอนนี้ลดคาดการณ์เหลือที่ 1% ส่วนคาดการณ์จีดีพีก็จะปรับลดลงเช่นกันและจะประกาศตัวเลขคาดการณ์ที่ชัดเจนในเดือน ธ.ค.ปีนี้อีกครั้ง” กิริฎา กล่าว







