
คลังตีปีกหนี้สาธารณะลดวูบ
สิ้นปีงบประมาณเหลือ47% คืนหนี้ถอนขนห่านทะลุเป้า
โพสต์ทูเดย์
— กระทรวงการคลังแจกข่าวดีไม่หยุด แย้มปีงบประมาณนี้ ลดหนี้สาธารณะลงเหลือ 47% ของจีดีพีนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ได้ประเมินระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีงบประมาณ 2553 นี้ว่าถึงสิ้นปีงบประมาณในสิ้นเดือน ก.ย. 2553 น่าจะอยู่ที่ระดับ 47% ของจีดีพีเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลมีการคืนหนี้ก่อนกำหนด 4.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการไม่ผลักดันร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ... 4 แสนล้านบาท และการบริหารจัดการหนี้ส่วนอื่นๆ
“
ระดับหนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณนี้คงอยู่ที่ 47% ของจีดีพี จากขณะนี้อยู่ที่ 44% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าถึงสิ้นปีจะอยู่ที่ 52% ลดลงไปได้ 5%” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวนายจักรกฤศฏิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ระดับเงินคงคลังอยู่ที่กว่า 3 แสนล้านบาท และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณแล้วจะเพิ่มขึ้นอีก โดยจะสูงกว่าสิ้นปีงบประมาณก่อนที่ระดับเงินคงคลังอยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้านบาท เนื่องจากการเก็บรายได้ที่เกินจากเป้าหมายค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะคืนหนี้ก่อนกำหนด 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ระยะสั้น และสามารถคืนก่อนกำหนดได้ แต่ในส่วนการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท จะยังคงเป็นไปตามเดิม
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังนำเงินคงคลังบัญชีที่ 2 จำนวน 4.2 หมื่นล้านบาท ไปใช้ไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งเป็นตั๋วตราสารระยะสั้น เนื่องจากปัจจุบันมีเงินหมุนเวียน 2.58 แสนล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวเหมาะสมในการบริหารเงินสดของรัฐบาล จึงพิจารณาให้มีการไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนครบกำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 เป็นต้นไป
หลังจากนำเงินคงคลังไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนกำหนดจะทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 เหลืออยู่ในระดับ 305,439 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าสิ้นสุดปีงบประมาณ 2553 เงินคงคลังจะเหลืออยู่ประมาณ 347,439 ล้านบาท อย่างไรก็ดี วงเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะลดภาระการชำระหนี้ในอนาคต และเพียงพอกับการใช้จ่ายของรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะถอนร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ออกจากสภา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม แม้การขอออกกฎหมายรองรับการกู้เงินไว้ก่อนจะทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหาร และยืนยันจะดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย







