
ไม่รับอำนาจศาล รธน.โหมฟืนขัดแย้ง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 5 ต่อ 4 เสียง เห็นว่าให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ สว. ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 5 ต่อ 4 เสียง เห็นว่าให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ สว. ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 กำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อทิศทางการเมืองต่อจากนี้
แม้คำวินิจฉัยที่ออกมาจะไม่ได้มีผลรุนแรงชนิด “สุดซอย” จนถึงขั้น “ยุบพรรค” เพื่อไทย และพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวม 6 พรรค แต่ “เนื้อหา” ของคำวินิจฉัยหลายช่วงหลายตอน มีผลต่อการดำเนินการทางการเมืองต่อจากนี้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งยังได้ “ทิ้งเชื้อ” เปิดช่องให้ไล่บี้เอาผิดกับผีที่ปล่อยให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญบานปลายกลายมาเป็นความผิดเช่นนี้
โดยเฉพาะกับความผิดครั้งใหญ่ที่ดำเนินการขัดกับมาตรา 68 เป็นกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ไล่มาตั้งแต่ประเด็น “เทคนิค” เรื่องการปลอมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พบว่า ไม่ใช่ร่าง “อุดมเดช รัตนเสถียร” ได้ยื่นเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2555 แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์โดยมีข้อความขึ้นมาใหม่หลายประการ
ที่สำคัญเป็นการเพิ่มเติมในสาระสำคัญ และจะมีผลให้บุคคลที่มีผลให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สว.สิ้นสุดลง ลงสมัครได้อีกทันที และมีเจตนาปกปิดไม่ให้สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
มาจนถึงประเด็นรวบรัดตัดตอนไม่ให้สมาชิกหลายคนไม่ได้อภิปราย ทั้งที่มีสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ 57 ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ อันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม
รวมไปถึง “การกดบัตรลงคะแนนแทนกัน” ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพวีดิทัศน์ชัดเจน การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขัดต่อหลักการซื่อสัตย์สุจริตตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เป็นมติที่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็น “เนื้อหา” ที่ระบุชัดเจนว่าวุฒิสภามีหน้าที่ถ่วงดุลการทำหน้าที่ของสภา รัฐธรรมนูญต้องการให้ สว.เป็นอิสระจาก สส. เพื่อเป็นไปตามหลัก “ตรวจสอบถ่วงดุล”
การแก้ไขดังกล่าวเป็นการทำให้วุฒิสภาเป็นสภาของญาติพี่น้องนำพาไปสู่การผูกขาดอำนาจจนกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การให้มี สว.มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจึงทำให้เกิดความเกี่ยวข้องกับการเมืองจนสูญเสียต่อการตรวจสอบ ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถควบคุมอำนาจได้เด็ดขาดและกระทบต่อการปกครอง
ขั้นตอนต่อจากนี้จึงเป็นช่วงการไล่ “เช็กบิล” เริ่มตั้งแต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้ที่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ แม้จะอ้างว่าเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินตามกรอบรัฐธรรมนูญไม่มีทางเลือก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการกระทำอันมิบังควรนี้ได้
ดังนั้น นอกจากการเรียกร้องให้นายกฯ ขอพระราชทานร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคืนลงมาแล้ว ยังต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษหรือลาออกจากตำแหน่ง
ยังไม่รวมกับประเด็นที่ “มวลชน” ทั้งฝั่ง กปท. หรือม็อบนกหวีด จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาขย่มซ้ำขับไล่รัฐบาล ที่ดีเดย์ 24 พ.ย.นี้
ไม่ต่างจาก “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภา และ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา ที่เข้าข่ายความผิดจากทั้งการรวบรัด “ปิดอภิปราย” และการปล่อยให้นำร่างปลอมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอน
เช่นเดียวกับ 310 สส.สว. ที่เข้าข่ายความผิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาขัดกับมาตรา 68 ที่เวลานี้ ตวง อันทะไชย สว.สรรหา ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิดแล้ว และฝ่ายค้านกำลังจะยื่นเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญเวลานี้อยู่ตรงที่ 310 สส. สว. นำโดย “สมศักดิ์” ประกาศมาตรการ “อนารยะขัดขืน” ไม่รับอำนาจศาล เนื่องจากเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้อง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิของรัฐสภา
เรียกได้ว่าเป็นจุดยืนเดิมที่ประกาศชัดเจนต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 รอบแรกดับฝันไม่อาจตั้ง ส.ส.ร. 3 ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้
แต่ครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นท่าที “ปากกล้าขาสั่น” เพราะแม้จะไม่รับอำนาจศาล แต่ก็ไม่อาจผลีผลามดันร่างแก้ไขมาตรา 291 ไปจนสุดซอย เพราะพะวงกับเงื่อนไขที่ศาลเสนอความเห็นว่าควรจะต้องทำประชามติ หากจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
แต่เที่ยวนี้การออกมา “ดักคอ” ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงวันเดียว ด้านหนึ่งยังเป็นการ “ปลุกใจ” มวลชนแดง ให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวแสดงพลังที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
อีกด้านหนึ่งยังเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวเดิมที่ต้องการเข้าไปสลายเครือข่าย “องค์กรอิสระ” ที่ฝั่งแดงวิชาการย้ำมาตลอดว่าเป็นผลไม้พิษจากการปฏิวัติ
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 ระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ” การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลจึงย่อมเป็นเงื่อนไขให้เข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมได้อีก และยังจะเป็นการเติมข้อความขัดแย้งและอาจบานปลายไปสู่ความรุนแรงในที่สุด
โดยเฉพาะเวลานี้ ที่ทางเลือก ทางออก อย่างการ “ยุบสภา” ถูกปิดไปแล้ว เมื่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประกาศชัดเจนว่าไม่ยุบสภา แถมยังมีเงื่อนไขที่ฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติซักฟอก
ท่าทีของเสื้อแดงเวลานี้คงไม่ออกมาเคลื่อนไหวมวลชนใดๆ ดังที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสถานะของเพื่อไทยเวลานี้เป็นรัฐบาล เสื้อแดงคงไม่ไปปิดล้อทำเนียบ สภา หรือเคลื่อนไหวนอกกรอบ คงไม่ทำ
จังหวะนี้จึงต้องมองไปยังเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะกล้า “แตกหัก” ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ประกาศหรือไม่
เพราะหากดูตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้ การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา สว. ย่อมไม่สามารถแก้กลับไปเป็นเลือกตั้งทั้งหมดได้อีก ดังนั้นทางออกสุดท้ายจึงถูกมองไปที่การหยิบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขึ้นมาปัดฝุ่น ลุยลงมติวาระ 3 อย่างข้อเสนอจากฝั่งเวทีเสื้อแดง
นี่จึงจะเป็นการวัดใจครั้งสำคัญว่าการประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ที่สำคัญ “เดิมพัน” รอบนี้ย่อมสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา







