
อย่าหว่านพืชบนพื้นซีเมนต์
สถานการณ์ในปัจจุบัน ม็อบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต้องยกระดับ “กลุ่มอาชีพ” หลากหลายให้เป็น “พลังทางการเมือง” และต้องตั้งประเด็นใหม่ ม็อบเป็นเพียง “เวทีทางความคิด” ที่ดึงพวกกระจัดกระจายมารวมกัน เป็นการสร้าง “เวที” ให้ “ไทยเฉย” และ “ไทยอึดอัด” ออกมา ต้องเอาแกนของไทยเฉยให้เป็นพลังทางการเมือง แกนนำบนเวทีต้อง เอามวลชนนำ แกนนำเป็นเพียง ออร์แกไนเซอร์ เท่านั้น เวลานี้มีคนมาร่วมมากขึ้น เป็นการสะสมมวลชนที่มีทั้ง “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือ จะนำมวลชนไปทำอะไรต่อ โดยให้ประชาชนเดินนำหน้า ปัจจัยเวลากดดันแกนนำต้องเร่งทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเวลานี้สถานการณ์สุกงอมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว
สถานการณ์ในปัจจุบัน ม็อบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต้องยกระดับ “กลุ่มอาชีพ” หลากหลายให้เป็น “พลังทางการเมือง” และต้องตั้งประเด็นใหม่ ม็อบเป็นเพียง “เวทีทางความคิด” ที่ดึงพวกกระจัดกระจายมารวมกัน เป็นการสร้าง “เวที” ให้ “ไทยเฉย” และ “ไทยอึดอัด” ออกมา ต้องเอาแกนของไทยเฉยให้เป็นพลังทางการเมือง แกนนำบนเวทีต้อง เอามวลชนนำ แกนนำเป็นเพียง ออร์แกไนเซอร์ เท่านั้น เวลานี้มีคนมาร่วมมากขึ้น เป็นการสะสมมวลชนที่มีทั้ง “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือ จะนำมวลชนไปทำอะไรต่อ โดยให้ประชาชนเดินนำหน้า ปัจจัยเวลากดดันแกนนำต้องเร่งทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเวลานี้สถานการณ์สุกงอมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว
แม้รัฐบาลบอกว่ายอมถอยแล้ว กระแสอาจลดลงบ้างก็ช่างมัน แต่ยังไงกระแสไม่หายแน่ เพราะคนไปไกลเกินกว่าเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้ว รัฐบาลพยายามซื้อเวลาเพื่อให้ม็อบฝ่อไป ดังนั้นแกนนำต้อง “จุดกระแสคอร์รัปชั่น” มาเสริม เพราะว่าจะไปได้ยาว พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ฟอกผิดให้คนทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่โยงกันได้ คนไทยเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้คอร์รัปชั่นจริง โกงมาก คนเห็น คนรับรู้ คนรู้สึกได้ รัฐบาลไม่มีความไม่โปร่งใส เลี่ยงการ คนมองว่าคอร์รัปชั่นในรัฐบาลชุดนี้รุนแรงมาก กินคำโตขึ้น กินแบบหน้าไม่อาย กินมูมมาม กินไม่เช็ดปาก กินแบบไม่เกรงอกเกรงใจประชาชน คอร์รัปชั่นเป็นประเด็นที่ทั่วโลกก็รับไม่ได้ สามารถดึงม็อบที่กระจัดกระจายมารวมตัวกันได้ เป็นประเด็นที่ทุกกลุ่ม ทุกเวทีรวมตัวกันได้
การต่อสู้ทางการเมืองสมัยก่อนยึดตัวบุคคลเป็นหลัก แต่ยุคนี้เราต้องมองข้ามทักษิณไปโจมตี “ระบอบทักษิณ” ต้องทำลาย “เนื้อหา” ของระบอบทักษิณ ต้องมีการจัดกำลังชัดเจน ฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่าย “มาร” เป็นรัฐบาลทรราช เผด็จการประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลทุนสามานย์ ทุนเลว ทุนกินหัวคิว ทุนกอบโกย คอร์รัปชั่น ส่วนประชาชนเป็นฝ่าย “เทพ” เป็น “ทุนจริยธรรม” เสียภาษี บูรณาการทรัพยากร เป็นชนชั้นกลาง พวกมีการศึกษา กำลังในการรบ นั้นอำนาจจริงๆ มาจาก “ความศรัทธา” มวลชนมาด้วยใจ มีพลังอำนาจมากกว่าพวกที่ถูกจ้างมา
ประชาชนไม่เอารัฐบาลชุดนี้และ สส. 310 คน ที่ยกมือผ่านกฎหมายฟอกผิด ซึ่งไม่ยอมขอโทษประชาชน หรือแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง การถอยสุดซอยก็เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น ไม่ใช่ทำโดยสุจริตใจ นอกจากคอร์รัปชั่นมโหฬาร รัฐบาลยังล้มเหลวในการบริหารประเทศ ประชาชนไม่ไว้ใจอีกต่อไป
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเห็นว่า เมื่อรัฐบาลล้มเหลว ประชาชนเริ่มปฏิเสธ รัฐบาลก็อยู่ได้ยาก แม้แต่คนอิตาเลียนก็ไม่เอานายแบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แต่บริหารบ้านเมืองอย่างไร้ธรรมาภิบาล มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย เขาเจอคดีฟ้องร้องหลายสิบคดี รวมทั้งถูกศาลตัดสินจำคุกหลายปี แต่เขาก็ไม่หนีไปต่างประเทศ ดังนั้น ไม่ใช่ว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วล้มไม่ได้ เพราะประชาชนมอบอำนาจให้ไปทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีสัญญากัน 4 ปี แต่ถ้าไม่ทำ หรือเบี้ยว หรือทำแล้วล้มเหลว ประชาชนก็ทวงอำนาจคืนได้ และขอซ่อมบ้านให้เรียบร้อยก่อนที่จะให้คนอื่นเช่าต่อ
ถึงเวลาสุกงอมแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องปฏิรูปประเทศกันเสียที รอต่อไปอีกไม่ได้ เรารอมานานเกินไปแล้ว ปล่อยให้นักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำประเทศจนบอบช้ำ เราเสียโอกาสไปหลายปีจนเพื่อนบ้านแซงหน้าเราไปหมด ประชาชนต้องเดือดร้อนจากข้าวยากหมากแพง ประชาชนเจ้าของอำนาจต้องเป็นคนเปลี่ยนแปลงประเทศเอง
ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของบ้าน หากคนเช่าทำผิดข้อตกลง เราก็เลิกสัญญาเช่าก่อนได้ ให้เขาออกไปและหาคนใหม่ที่คิดว่าจะทำตามสัญญาเช่ามาแทน ฉันใดฉันนั้น หากรัฐบาลทำความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติและประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ประชาชนต้องเลิกสัญญา หากทำผ่านรัฐธรรมนูญไม่ได้ และไม่ต้องการใช้บริการของทหาร นักรัฐศาสตร์น่าจะคิดหาหนทางว่าทำอย่างไรประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยสามารถยึดอำนาจในการบริหารจากนักการเมืองที่เรามอบให้ไปทำงานกลับคืนมาทั้งหมด เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน ประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ แล้วของดใช้รัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราว เพราะรัฐธรรมนูญนี้มาจากการลงมติของประชาชน จากนั้นตั้งรัฐบาลชั่วคราว ตั้งสภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกสาขาอาชีพ ให้ประชาชนเป็นคนออกแบบประเทศ ออกกฎกติกากันใหม่ และให้ประชาชนลงประชามติ
พูดง่าย เขียนง่าย แต่คำถามคือ แล้วจะทำ “อย่างไร” เวลานี้คนส่วนใหญ่ใจจดจ่อกับวันที่ 24 พ.ย. ว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะมี “ไม้ตาย” หรือทีเด็ดอย่างไร เพราะเห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์เหลือเกินว่าจะมีไม้เด็ดในวันที่ 24 และจะปิดเกมภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่คนเขาสงสัยนี่ไม่ใช่ว่าดูถูก ตรงกันข้ามพวกเขาเชียร์คุณสุเทพอย่างเต็มที่ แต่ถ้าคุณสุเทพทำแบบเดิม เรียกคนมามากๆ เช่นวันที่ 11, 15 พ.ย. ได้แต่ขึ้นพูดปลุกระดมบนเวทีแล้วก็จบ ถ้าคุณสุเทพไม่ทำอะไรมากกว่าที่ผ่านมา ปักหลักอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลางอย่างเดียวโดยไม่เคลื่อนไปที่ไหนดังที่ประกาศไว้ ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะรัฐบาลท้าทายแล้วว่าต่อให้มีมวลชนมาชุมนุม 1 ล้านคน ให้คุณสุเทพและพวกพูดจนคอแตก รัฐบาลก็ไม่กลัว ไม่ออก ไม่ยุบ
แต่คนระดับคุณสุเทพนี่ไม่ใช่ธรรมดา เพราะเป็นซูเปอร์เซียนทางการเมืองไทย เขาคงมีแผนหรือทีเด็ดไว้แล้ว หากไม่มั่นใจก็คงไม่ประกาศออกมาให้คนรู้ไปทั่วประเทศ ทุกคำที่พูดออกมานั้นเท่ากับเป็นการรัดคอตัวเอง ไม่ทำก็ตายทางการเมือง และจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตายไปด้วย เพราะเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนเรือนแสนเรือนล้านที่ยอมลำบากออกมาชุมนุม คุณสุเทพและพวกคงไม่หลอกคนไทยทั้งประเทศกลางเมืองหลวงเป็นแน่
แม้หลายคนสงสัยว่าคุณสุเทพจะทำสำเร็จหรือไม่ หรือโดนใครหลอกมาอีกทีหนึ่ง เราก็ขอเชิญชวนประชาชนออกไปชุมนุมที่ถนนราชดำเนินกลางให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เต็มแน่นตั้งแต่ผ่านฟ้าฯ จนถึงสนามหลวงไปเลย และช่วยเติมเต็มม็อบที่ถนนราชดำเนินนอกให้เต็มไปถึงสะพานมัฆวานฯ ด้วย
คุณสุเทพและพวกคงไม่หว่านเมล็ดพืชบนพื้นซีเมนต์เป็นแน่







