posttoday
"เอเชีย" จุดอ่อน ศก.โลกกลิ่นวิกฤตต้มยำกุ้ง 2 เริ่มโชย

"เอเชีย" จุดอ่อน ศก.โลกกลิ่นวิกฤตต้มยำกุ้ง 2 เริ่มโชย

21 พฤศจิกายน 2556

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นับตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ก่อนจะลากยาวมาจนถึงปัญหาวิกฤตหนี้ยูโรโซนในปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า “เอเชีย” ได้กลายเป็นความหวังในการช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกมากที่สุด เนื่องจากในภูมิภาคดังกล่าว ถูกมองจากหลายฝ่ายว่า น่าจะมีศักยภาพสูงในการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะการมีข้อได้เปรียบจากจำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ รวมถึงการมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า

ทว่า ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทุกสิ่งที่ทุกคนหวังได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือไปหมด เนื่องจากกลับกลายเป็นว่า เอเชีย โดยเฉพาะ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย ที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างหนักเป็นทิวแถว ได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ตรงข้ามกับสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เริ่มกระเตื้องขึ้นจากการใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าช่วย

รายงานฉบับล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ได้ออกมาตัดลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปีนี้กับปีหน้า ลงมาอยู่ที่ 2.7% และ 3.6% ตามลำดับ จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ค.ว่า จะขยายตัวได้ที่ 3.1% และ 4% ตามลำดับ พร้อมให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่า หนึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากภาวะการชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั่นเอง

แม้ว่านิยามกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่โออีซีดีกล่าวถึง จะไม่ได้มุ่งหมายแต่เฉพาะเอเชียอย่างเดียว เพราะยังหมายถึง บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ เข้าไปด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มาจากเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ดังนั้น น้ำหนักของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ เอเชียจึงตกเป็นจำเลยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โออีซีดี มองว่าในปีนี้และปีหน้า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง โดยคาดว่าในปีนี้ อินเดีย จะชะลอตัวลงมาถึง 3.4% จากเดิมที่ 5.7% ปีหน้าลงมาที่ 4.7% จากเดิมที่ 6.4% ส่วนอินโดนีเซีย ปีนี้น่าจะขยายตัวได้เพียงแค่ 5.2% จากเดิมที่ 5.6% และปีหน้าที่ 5.6% จากเดิมที่ 6.2% ขณะที่ลูกพี่ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีน ก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน โดยโออีซีดีคาดว่าปี 2013 จีนชะลอตัวลงมาที่ 7.7% จากเดิม 7.8% ส่วนปี 2014 ลงมาอยู่ที่ 8.2% จากเดิม 8.4%

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่นำไปสู่การชะลอตัวของเอเชียดังกล่าวนั้น เกิดมาจากความหวั่นวิตกว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการอัดฉีดนโยบายการเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้กระแสเงินทุนร้อน ที่เกิดจากการอัดฉีดทางการเงินและคอยหล่อเลี้ยงการขยายตัวของเอเชียมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้หลั่งไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อหันไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าและมั่นคงกว่าในสหรัฐเป็นอย่างมาก และนั่นยังได้ส่งผลไปยังเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชียให้อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงตามมาอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ความเสี่ยงจากการถอนคิวอี ของแบงก์ชาติเมืองลุงแซม ยังอาจกลายเป็นชนวนเหตุให้นำไปสู่การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดขึ้นในปี 1997 หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

เนื่องจากในขณะนี้บริษัทเอกชนหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนในการกู้ยืมเงินจากต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ทอมสัน รอยเตอร์ส เผยว่ายอดหนี้ที่กู้ยืมมาของทั้ง 5 ชาติ สิ้นสุดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 52%

การก่อหนี้ในรูปสกุลเงินจากต่างชาติ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลพวงมาจากการอาศัยข้อได้เปรียบจากการเข้าถึงอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยภายในกับภายนอกที่ต่างกันมาก ซึ่งกระแสเงินกู้ต้นทุนต่ำที่มีอยู่อย่างเหลือล้นเหล่านี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้นโยบายอัดฉีดทางการเงินของชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐ นั่นเอง

หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทในอินเดียกับอินโดนีเซีย ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินตลาดภายในประเทศสูงถึง 7% แต่หากกู้ยืมมาในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ บริษัท รีแลนซ์ อินดัสทรี จะจ่ายดอกเบี้ยกู้ยืมเพียงแค่ 1.7% เท่านั้น โดยอิงตามอัตราดอกเบี้ยลิบอร์ ระยะเวลา 3 เดือน

และเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท สะปุราเคนคานา ปิโตรเลียม ผู้ให้บริการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซของมาเลเซีย ได้กู้เงินมากถึง 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นบริษัทเอกชนจากแดนเสือเหลือง ที่กู้เงินในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สภาพคล่องที่ล้นเกินอยู่ในตลาดหมดลง หลังจากที่เฟดตัดสินใจชะลอมาตรการคิวอีในอนาคต ปริมาณหนี้ที่เคยกู้ยืมมาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการลดคิวอีจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เคยต่ำพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินสหรัฐก็จะกลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหนี้เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เมื่อคิดออกมาเป็นรูปสกุลเงินท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศนั้นๆ ประสบกับภาวะทุนไหลออกอย่างรุนแรง

ภาวะดังกล่าว อาจนำไปสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนต่างๆ ที่กู้เงินจากต่างชาติมา เนื่องจากค่าเงินที่อ่อนลงอย่างหนัก จะทำให้มูลค่าหนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินกำลังที่จะหาทางมาชำระคืนได้

“นักลงทุนในเอเชียต่างคาดการณ์ว่าการชะลอมาตรการคิวอี น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2014 นี้ และจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 3% จากปัจจุบันที่ 2.7% ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบถึงดอกเบี้ยการกู้ยืมของบริษัทตามไปด้วย” ผลสำรวจของฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ระบุ

บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังเสริมต่อว่า ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หลังจากเฟดชะลอคิวอี อาจนำไปสู่ภาวะสภาพคล่องการกู้ยืมที่ตึงตัว และเสี่ยงที่จะเกิดภาวะการเบี้ยวหนี้ของบริษัทต่างๆ ได้

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจเป็นการเข้าซ้ำเติมภาวะค่าเงินกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำ และเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์ทำนองนี้ ได้เริ่มส่งสัญญาณออกมาให้เห็นบ้างแล้ว หลังจากที่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาแย้มว่าอาจจะชะลอการใช้คิวอีลง ส่งผลให้ค่าเงินของหลายประเทศในเอเชียอ่อนยวบลงอย่างหนัก โดยเฉพาะค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียเมื่อ 2 เดือนก่อน อ่อนค่าลงมากสุดในรอบ 6 ปี

ปัจจุบันระดับค่าเงินรูเปียห์เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ได้อ่อนค่าลงไปแล้ว 17% รูเปียห์ 13% และริงกิต 4%

ถึงกระนั้น แม้ว่าการอ่อนค่าลงของค่าเงินของหลายชาติในเอเชีย จะยังไม่น่ากลัวเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997–1998 โดย ณ เวลานั้น ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงถึง 77% รูปีของอินเดีย 16% และริงกิตของมาเลเซีย 40% ขณะที่หลายประเทศก็เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนั้น ด้วยการหันมาปฏิรูปภาคการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น

ทว่าก็สามารถสร้างความกังวลให้กับนักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลพวงมาจากหลายปัจจัยที่รวมเข้าด้วยกัน เช่น หนี้ในรูปสกุลเงินต่างชาติที่มากเกินไป การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากเศรษฐกิจหดตัว และปัญหาเงินสำรองทุนที่ร่อยหรอลง เพราะถูกเก็งกำไรค่าเงินจู่โจม

ฉะนั้น จึงต้องยอมรับได้แล้วว่า ปัจจุบันเอเชียได้กลายเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจโลกไปเสียแล้ว และผู้กำหนดนโยบายควรหันมาเอาใจใส่เตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

เพราะหากไม่รีบตื่นตัว วิกฤตดังกล่าวก็จะมาเคาะถึงหน้าประตูบ้าน ซึ่งถ้าถึงเวลานั้นจริงคงไม่สามารถทำอะไรได้ทันท่วงทีแล้ว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน