
วิธีอยู่ร่วมกับเขมรอย่างสันติ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้สังคมไทยยอมรับว่า หากเราประสงค์จะอยู่ร่วมกับเขมรในฐานะเพื่อนบ้านอย่างสันติ เราจะต้องยอมเดินตามเขมรไปขึ้นศาลโลก และจะต้องยอมยกผืนแผ่นดินไทยส่วนหนึ่งให้เขมรหากแพ้คดี
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้สังคมไทยยอมรับว่า หากเราประสงค์จะอยู่ร่วมกับเขมรในฐานะเพื่อนบ้านอย่างสันติ เราจะต้องยอมเดินตามเขมรไปขึ้นศาลโลก และจะต้องยอมยกผืนแผ่นดินไทยส่วนหนึ่งให้เขมรหากแพ้คดี
ผมจะไม่ขอพูดถึงพฤติกรรมของรัฐบาลว่า มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะเป็นหัวข้อที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมออนไลน์
ผมเพียงอยากยืนยันกับทุกคนว่า มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยไม่ต้องเสียดินแดน
แต่ก่อนที่จะเสนอว่าควรทำอย่างไร ผมขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาลโลกสักเล็กน้อย ไม่ใช่ในแง่มุมทางกฎหมายนะครับ เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เป็นการพูดถึงแง่มุมในทางปฏิบัติ
โดยปกติกรณีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกก็ต่อเมื่อคู่กรณีทั้งสองประเทศยินยอมพร้อมใจ โดยมีจุดประสงค์ให้ศาลโลกเป็นคนกลางในการตัดสิน
พูดง่ายๆ แต่ละฝ่ายควรมีความหวังว่า หากชนะคดีจะได้อะไรบางอย่างจากคำตัดสินนั้นๆ
ผมขอยกตัวอย่างมาเลเซียกับสิงคโปร์ ทั้งคู่โต้แย้งกันมานานหลายสิบปีเรื่องเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย 3 เกาะ ในที่สุดก็ตกลงกันไปให้ศาลโลกช่วยตัดสิน ซึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน ศาลโลกก็ตัดสินให้สิงคโปร์ได้ไปเกาะหนึ่ง มาเลเซียได้ไปอีกเกาะหนึ่ง ส่วนเกาะที่สามให้ดูว่าเมื่อแบ่งเขตน่านน้ำกันใหม่ตามหลักสากลแล้ว เกาะนั้นอยู่ในน่านน้ำของประเทศไหน ก็ให้เป็นของประเทศนั้น
พึงสังเกตว่า ในกรณีปราสาทพระวิหารฝ่ายไทยมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง กล่าวคือ ถึงจะชนะคดี ก็แค่ไม่เสียอะไร
เราควรต้องขอต่อรองก่อนยอมไปขึ้นศาล เช่น ให้ตีความคำพิพากษาเดิมทั้งหมด ถ้าแพ้เราเสียไม่เกิน 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่ถ้าชนะเราได้ปราสาทพระวิหารคืน เป็นต้น
น่าสนใจว่า หากมีเงื่อนไขแบบนี้ เขมรจะยังอยากไปขึ้นศาลหรือไม่
ในทางปฏิบัติ หากเราไม่ยินยอม ศาลโลกไม่มีทางที่จะมาบังคับให้เรายกดินแดนให้เขมร แม้ว่าในทางทฤษฎีศาลอาจไปร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วยจัดกองทัพสหประชาชาติบุกเข้ามาบังคับเรา
ผมเชื่อด้วยว่า หากเราปฏิเสธไม่ไปศาลตั้งแต่ต้น ศาลจะไม่รับคำร้องของเขมรให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป
ศาลคงงงที่เรายอมเปลืองตัว ยอมเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปขึ้นศาลโดยไม่มีโอกาสได้อะไรเป็นการตอบแทน ศาลจึงปลอบใจเราในการตัดสินคดีว่า ดินแดนที่เราเสียมีขนาดเล็กนิดเดียว น้อยกว่าที่เขมรร้องขอตั้งเยอะ
โชคดีที่เขมรไม่ร้องขอพื้นที่ในหลายจังหวัดภาคตะวันออกของเราคืน โดยอ้างว่าก่อนที่เราจะอพยพลงมาจากทางตอนใต้ของจีน แผ่นดินนี้เคยอยู่ในการปกครองของขอม
หากศาลโลกมีอำนาจล้นฟ้าขนาดนั้นจริง ประเทศอาหรับหลายประเทศคงไปฟ้องขอให้ช่วยบังคับอิสราเอลให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ยึดครอง ตลอดจนฟิลิปปินส์ เวียดนาม และแม้แต่ญี่ปุ่นก็คงไปฟ้องเรื่องถูกจีนแย่งหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ก่อนจะพูดถึงประเด็นต่อไป ผมอยากแสดงความเห็นใจข้าราชการประจำที่ถูกฝ่ายการเมืองมอบหมายให้ไปสู้คดี ท่านก็คงทำงานอย่างเต็มที่ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อคำตัดสินออกมา ท่านอาจจะรู้สึกว่าท่านได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนไม่เห็นใจ และพูดจาในเชิงตำหนิ
ผมขอยืนยันว่า ที่พูดมาทั้งหมดไม่มีเจตนาตำหนิท่านแม้แต่น้อย เพราะทราบดีว่าท่านหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งท่านก็ทำเต็มที่ตามกำลังและความสามารถที่มี
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ฝ่ายเขมรเขาก็ทุ่มสุดตัวเช่นกัน เพราะมันหมายถึงคะแนนนิยมที่เขาจะได้จากประชาชนของเขา ซึ่งอาจช่วยให้เขาอยู่ในอำนาจต่อไปได้อีกหลายปี
กลุ่มที่ผมอยากให้ออกมาแสดงความคิดเห็นส่วนตัวมากเป็นพิเศษ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอยู่บนพื้นฐานของความรักและห่วงใยชาติ คือ กลุ่มข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง ข้าราชการทหาร รวมทั้งอดีตข้าราชการด้านการต่างประเทศและด้านความมั่นคงทั้งหลาย
ท่านเหล่านี้มีความรอบรู้ที่อาจช่วยชี้นำให้สังคมเกิดความอุ่นใจได้ เสียดายที่เรายังไม่ได้ยินเสียงของท่านเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม ผมอยากแนะนำรัฐบาลว่า อย่าเพิ่งด่วนทำตามคำตัดสินของศาลโลก หากมีแรงกดดันจากนานาชาติจนรู้สึกว่าจะ “เอาไม่อยู่” ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะมี ก็ให้ต่อรองขอทำประชามติก่อน ซึ่งหากเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอม ศาลโลกหรือแม้แต่สหประชาชาติจะมาบังคับข่มขืนเราได้อย่างไร
สำหรับกองทัพ หากได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ถอนกำลังออกจากชายแดนเพื่อยกพื้นที่ให้เขมร ซึ่งผมก็ยังเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กล้าทำ ผมก็ขอแนะนำให้ดื้อแพ่ง ไม่ปฏิบัติตาม แม้จะถูกปลดออกจากตำแหน่งก็ยอม เพราะขืนทำก็เท่ากับผิดคำสาบานที่จะปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต
ผมอยากให้รัฐบาลพูดคุยทำความเข้าใจกับเขมร ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะยอมยกดินแดนให้ แม้ว่าจะเพียงไม่กี่ร้อยไร่ก็ตาม เพราะคงไม่มีใครอยากเสี่ยงกับข้อหาทรยศต่อประเทศชาติในภายหลัง
เขมรต้องยอมเข้าใจและยอมรับว่า เราต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียดินแดน
วิธีที่ตรงที่สุด คือ เราให้เขมรเช่าพื้นที่เพื่อทำทางขึ้น หรือมิฉะนั้นเราก็ลงทุนเอง บริหารเอง แล้วตั้งด่านเก็บค่าผ่านทาง
แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เราอาจจะต้องยินยอมให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะส่วนที่เป็นปราสาทแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากค่าเข้าชมส่วนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน รวมทั้งมีเงื่อนไขว่า คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พำนักอยู่ฝั่งไทยสามารถขึ้นไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า เป็นต้น
วิธีนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดี หรือวินวิน สำหรับทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ปราสาทพระวิหารก็จะได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มศักยภาพ เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก
ทั้งไทยและเขมรจะต่างมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นด้วยกันทั้งคู่
ทั้งสองประเทศควรร่วมกันสร้างและแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากโบราณสถานแห่งนี้ แทนการเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกัน เช่นที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา







