posttoday
พิธีกรรม/ม็อบการเมือง

พิธีกรรม/ม็อบการเมือง

21 พฤศจิกายน 2556

ม็อบเมืองไทยมีลักษณะพิเศษ คือ มีหลากกลุ่ม ชุมนุมยาวนาน ถ่ายทอดสดผ่านทีวี มีกิจกรรมสันทนา ชุมนุมเป็นพักๆ และจัดม็อบชนม็อบ! หลายๆ ครั้งจะได้ยินคำว่า “อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ” หรือ “ไปปิกนิกที่ม็อบ” หรือ “ม็อบว่างงาน” หรือ “ม็อบรับจ้าง” หรือ “ม็อบเติมเงิน”

ม็อบเมืองไทยมีลักษณะพิเศษ คือ มีหลากกลุ่ม ชุมนุมยาวนาน ถ่ายทอดสดผ่านทีวี มีกิจกรรมสันทนา ชุมนุมเป็นพักๆ และจัดม็อบชนม็อบ! หลายๆ ครั้งจะได้ยินคำว่า “อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ” หรือ “ไปปิกนิกที่ม็อบ” หรือ “ม็อบว่างงาน” หรือ “ม็อบรับจ้าง” หรือ “ม็อบเติมเงิน”

คนในรัฐบาลปรามาสว่าม็อบราชดำเนิน คือ “ม็อบเลิกงาน ม็อบชนชั้นกลาง” ซึ่งหมายถึงชาวออฟฟิศ คนกรุงเทพฯ ชนชั้นกลางที่เลิกงานแล้วมาชุมนุมในตอนเย็น หรือที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลบอกว่า เป็นม็อบไฮโซ มีคนสวยๆ หน้าตาดีมาชุมนุม เป่านกหวีด มาถ่ายรูปแล้วก็กลับเข้าไปทำงานตอนบ่าย แล้วก็ออกมาตอนเย็นอีกครั้ง เช่น ม็อบสีลม ม็อบอโศก เป็นต้น เช่นเดียวกันที่ปรามาสว่าม็อบเสื้อแดงคือม็อบเติมเงิน?

การชุมนุมปัจจุบันมีลักษณะคล้ายคลึงกับพิธีกรรม (Ritual) ตรงที่ผู้คนเข้าร่วมปฏิบัติการทางสังคมดังกล่าว เสมือนกับว่าคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้นำ มีพิธีกรรม และมีเป้าบรรลุส่วนตัวและส่วนรวม

แนวคิดเรื่องพิธีกรรมของ E.W. Rothenbulher (Ritual Communication, 1998) หาอ่านใน “สื่อเก่า สื่อใหม่ : ใจเชื่อมร้อย., 2544” โดย กาญจนา แก้วเทพ ผู้เขียนขอนำมาอธิบายม็อบการเมือง ดังนี้

(1) พิธีกรรมบนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ ราชดำเนิน/อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พื้นที่ท้องถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ม็อบหลากสีต่างก็เคยเวียนว่ายมาปักหลักชุมนุมที่นี่กันแล้วทั้งสิ้น สำหรับคนทั่วไปที่ขับรถผ่านราชดำเนิน มันอาจเป็นถนนเส้นหนึ่ง แต่เมื่อมันมีคนมารวมกลุ่มชุมนุม ความหมายของราชดำเนิน และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่แทนการต่อสู้การเรียกร้อง การล้มผู้นำทรราช เผด็จการ หรือภาพความหมายจากเหตุการณ์ 14 ตุลา พลังประชาชนถึงถูก “ย้ายความหมาย” ลงมาประทับที่ถนนราชดำเนิน และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ม็อบใดๆ ที่เข้าไปยึดกุมสถานที่ชุมนุมนี้ได้ จึงได้ความหมายของสิ่งสร้างวัตถุตัวแทนนั้นไปด้วย

“ราชประสงค์” (หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์) หรือเมืองทองธานี เป็นที่ชุมนุมต่อสู้ทางการเมือง ที่กลุ่มเสื้อแดงที่สร้างประวัติศาสตร์ในอีกทางที่คนเสื้อแดงมองว่านั่นคือชัยชนะ แต่ไม่เหมือนกับราชดำเนินที่ความหมายของมันดูบริสุทธิ์โดยพลังประชาชนมากกว่า

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของราชดำเนิน และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงเป็นรูปสัญลักษณ์ของการต่อสู้จากประชาชน ที่ถ่ายทอดลงมาที่ประชาชนที่ไปรวมตัวชุมนุมกันที่นั่น ซึ่งม็อบสีไหนๆ ก็เคยใช้สถานที่นี้มาแล้วทั้งนั้น

(2) การแสดงออก การกระทำทางการเมือง

องค์ประกอบสำคัญของการชุมนุม คือ “การแสดงออก” ผู้คนไปชุมนุมเพื่อทำ 2 อย่าง คือ ไปฟังกับไปพูด ทั้งคู่คือกิจกรรมการแสดงออกทางการเมือง

สุนทรพจน์ คำปราศรัย คำกล่าว คำพูด หรือกระทั่งบทเพลง บทกวี ถูกร่ายรำบนเวทีปราศรัย เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และข้อเท็จ/ข้อจริง อันเป็นเหตุเรียกร้อง และที่มาของการชุมนุม

การเดินขบวน นั่ง นอน เหล่านี้คือการแสดงออกทางการเมือง (ม็อบปิดถนนก็เพื่อประท้วงรัฐ ให้รัฐสนใจ เพราะไปปิดถนน ปิดกลไกของรัฐ) การส่งเสียงโห่ร้องยินดี ปรบมือ โบกธง เป่านกหวีด หรือโบกมือ เหล่านี้คือการกระทำที่สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ร่วมเข้ากับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ

เราไม่สามารถกระทำ “ท่าทางเหล่านั้น” ได้ด้วยตัวลำพังที่บ้าน เพราะมันขาดความรู้สึกของการเป็นส่วนร่วมด้วยกัน เราทำพิธีกรรมก็เพราะมีผู้ชุมนุมกับเราอีกหลายร้อยพันคนที่ไปร่วมกันที่นั่น การเป่านกหวีดใส่นักการเมืองก็เป็นการแสดงออก เป็นการกระทำอย่างหนึ่ง ต้องมีผู้ร่วมหลายๆ คน มันจึงจะกลายเป็นพิธีกรรม (ขับไล่) ขึ้นมาได้ จึงเป็นทั้งการแสดงออก และการแสดงไปในตัว

“ปิดถนน ปิดสนามบิน เผาบ้าน เผาเมือง” ต่างก็เป็นการกระทำที่แสดงออกทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ผลลัพธ์และความชอบธรรมของการกระทำนั้น ล้วนถูกอธิบายได้ในแบบของใครของมัน

(3) เน้นอารมณ์บนหลักเหตุผล

พิธีกรรมสำคัญในที่ชุมนุม คือ การปราศรัย ดังนั้นต้องมีผู้ทำพิธี (ซึ่งมักเป็นแกนนำ–พูดนำ) และผู้ร่วมพิธี (ผู้ร่วมชุมนุม–ฟัง โห่ร้องรับ) มันจึงให้ความสำคัญกับข้อความปราศรัยที่ชัดเจน สรุปแล้วเท่านั้น

พิธีกรรมเป็นเหตุการณ์ที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์มากกว่าเหตุผล อธิบายเช่นนี้มิได้หมายความว่าทุกๆ พิธีกรรมหรือการชุมนุมใดๆ ก็ตามเป็นเรื่องไร้สาระ แต่พิธีกรรมจะให้ความสำคัญกับตัวรูปแบบกิจกรรมมากกว่าเนื้อหาสาระของมันจริงๆ เพราะการชุมนุมทางการเมือง มิใช่การอภิปรายถกเถียงทางการเมือง ผู้คนเข้าร่วมกลุ่มเพราะเห็นพ้องต้องกันกับกลุ่มความคิดนั้นๆ แล้ว การถกเถียงความคิดเห็นต่างในเวทีชุมนุมจึงมิใช่ “กาลเทศะของพิธีกรรมชุมนุม”

หน้าที่ของพิธีกรรมชุมนุมทางการเมือง เพื่อ “ลดความกังวล รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่แน่ใจ” ให้หายไป ผู้คนที่ออกไปชุมนุมก็เพื่อลดความรู้สึกไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ หวาดหวั่นใจออกไป

เมื่อมาชุมนุม ผลทันตาที่มองเห็น คือ ผู้ชุมนุมจะมีความรู้สึกมั่นใจ ฮึกเหิม มีพลัง และกล้ามากขึ้น อันเป็นผลมาจากอารมณ์ร่วม เป็นการรวมพลังของคนส่วนมาก

“ข้อเท็จจริงทางการเมือง” คือ เหตุของความไม่พอใจ เช่น รัฐบาลทุจริต เอาเปรียบประชาชน บริหารงานที่ผิดพลาด นโยบายที่ไม่เป็นธรรม กระทั่งการใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ เหล่านี้กลายมาเป็น “เหตุผลทางอารมณ์” ให้ประชาชนเกิด “ความไม่พอใจ โกรธแค้น หมดศรัทธา” ซึ่งเป็นความรู้สึกในทางลบ ดังนั้นพวกเขาจึงออกมาชุมนุมเพื่อ “เติมเต็มพลัง/อารมณ์เชิงบวก” และพลังในการต่อสู้ทางการเมือง

การชุมนุมทางการเมืองเป็นกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากที่ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริง ได้องค์ความรู้ สร้างทัศนคติต่อเรื่องราว เป็นความเชื่อ และนำพาสู่การตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุม เนื้อหาส่วนมากของการชุมนุมจึงเป็นคำก่น ด่า บริภาษ ประชดประชัน เสียดสี หรือคำแสดงถึงความไม่พอใจ คับแค้นใจต่อรัฐบาล มากกว่าเนื้อหาสาระบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์

สำนวน โวหาร ลีลาของผู้พูดที่อยู่บนเวที จึงเสมือน “มนตรา หรือคำร่าย” ที่ใช้ขับกล่อมมวลชนมากกว่า

มีข้อสงสัยว่า “การเจรจาสมานฉันท์ ปรองดองยอมความ” คือหนทางหนึ่งของการยุติพิธีกรรมหรือไม่ คำตอบคือ นั่นขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของเหตุการณ์ หากการชุมนุมมีเป้าหมายที่การโค่นล้ม ขับไล่รัฐบาล ก็เปล่าประโยชน์ที่รัฐบาลจะต่อรอง รอมชอมอีกต่อไป

(4) พิธีกรรมทำด้วยใจ ชุมนุมการเมืองมาด้วย?

ผู้คนเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ ก็ด้วยใจอาสา สมัครเข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ตอบแทน ไม่มีข้อกำหนดบังคับที่เป็นกฎหมาย กิจกรรมทางการเมืองเป็นพิธีกรรมที่ต้อง “ตัดสินใจอย่างอิสระ” โดยไม่ถูกกดดันจากผู้จัดชุมนุม ซึ่งมาจาก “ความสนใจ” ของผู้เข้าร่วมแต่ละคน

“ผลประโยชน์ (Interest)” ของผู้เข้าร่วมพิธีกรรม (หรือการชุมนุม) คือ เป้าหมายส่วนตัว (เช่น พึงพอใจที่ขับไล่รัฐบาลทุจริต ผู้นำเผด็จการ หรือนักการเมืองฉ้อฉลออกไป) ซึ่งก็เป็นเป้าหมายส่วนรวมของผู้ชุมนุมอีกหลายๆ คนจำนวนมาก ซึ่งย่อมแตกต่างกับการถูก “ว่าจ้าง/บังคับ/หลอกเข้าร่วม” เพราะถึงแม้ว่าจะได้เงินค่าจ้างเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรม แต่ผู้รับจ้างย่อมไม่ได้บรรลุผลในสิ่งสัมฤทธิ์ทางใจ เช่น ได้เงินไปแล้ว แต่ความรู้สึกทางใจย่อมไม่บรรเทาไปด้วย คงได้แต่เงินไปกินเลี้ยงหิวประทัง หรือใช้จ่าย แต่ “เป้าหมายทางใจความโกรธแค้น ความไม่สบายใจ ความกังวล” ย่อมไม่สามารถทำให้หายไปได้ด้วยเงิน

เหมือนกับเวลาที่ดูถ่ายทอดสดฟุตบอล คุณอาจรู้สึกสมใจที่ได้ดูทีมที่ตนเองรักชนะ แต่นั่นไม่เหมือนกับคุณไปดูในสนามพร้อมๆ กับคนหมื่นคนแน่นอน และมันยิ่งแตกต่างอีกมาก หากคุณรู้ว่ามีการจ้างทีมคู่ต่อสู้ให้ล้มบอล แกล้งเป็นแพ้ไป

(ทั้งม็อบเหลือง ม็อบแดง จึงต่างมีวาทกรรมว่าด้วยเหตุอันชอบในการชุมนุม จากมือที่มองไม่เห็น หรือผู้นำเผด็จการรัฐสภาที่มาจากระบบเลือกตั้ง)

การแพ้ชนะทางการเมืองปัจจุบัน จึงต้องสู้กันตั้งแต่มวลชน อารมณ์ ความชอบธรรม! และวาทกรรมทางการเมือง และด้วยอำนาจเงิน

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท