posttoday
รัฐบาลไม่ปรับทิศเศรษฐกิจไทยถดถอยหนัก

รัฐบาลไม่ปรับทิศเศรษฐกิจไทยถดถอยหนัก

21 พฤศจิกายน 2556

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/ เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/ เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ปีนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาล่าสุดว่าขยายตัวแค่ 3% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยถอยหลังอย่างรุนแรง

และคงไม่ผิดมากนักที่จะประเมินว่า ทีมบริหารเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง และ รมว.พาณิชย์ มีความล้มเหลวในการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.1% เท่านั้น เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจมีปัญหาการขยายตัว เพราะการขยายตัวที่ออกมาสุดต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ต้นปีถึงครึ่งหนึ่ง

จะว่าไปแล้วเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอให้เห็นมาตั้งแต่ไตรมาสแรก เมื่อ สศช. ประกาศว่าขยายตัวได้เพียง 5.3% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 2.2% ถือเป็นการขยายตัวได้น้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวที่ฐานต่ำจากปัญหาน้ำท่วม แถมยังชี้โพรงลงไปว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้น้อยมากจากการส่งออกที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย

พอถึงไตรมาส 2 เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้แค่ 2.6% ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้าร่วม 2.7% ถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะมีการขยายตัวติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

แม้แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังก็ออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง จะมีแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่แหวกทฤษฎีออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่ถดถอย

พอมาถึงไตรมาส 3 การขยายตัวเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำแค่ 2.7% แม้ว่าจะดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็เป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้มาก เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับหมดทุกตัว ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ

จนเป็นผลทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีเติบโตได้แค่ 3% เท่านั้น

เพราะเมื่อพิจารณาแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทำให้มีการประเมินกันว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะขยายได้น้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง เพราะมีการขยายตัวติดลบติดต่อกันสองไตรมาส

ไม่เฉพาะผู้บริโภคเท่านั้นที่ชะลอตัว นักลงทุนก็ชะลอการลงทุน เพราะไม่มั่นใจการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล

พวกเขาเห็นชัดว่า เศรษฐกิจมีปัญหามาตั้งแต่ไตรมาสแรก แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างที่ควรเป็น ไม่มีการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต มองเห็นโจทย์แต่แก้ปัญหาไม่เป็น จะโยนไปว่าเศรษฐกิจโลกมีปัญหาอย่างเดียวไม่ได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะปฏิเสธว่า ไม่มีความบกพร่องคงไม่ได้

เพราะจากตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มมีปัญหาตั้งแต่ไตรมาสแรก รัฐบาลต้องเข้าไปดูอย่างเร่งด่วนเพื่อดึงเศรษฐกิจกลับมาให้ได้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสร้างกำลังซื้อในประเทศเข้ามาทดแทน การใช้จ่ายเงินลงทุนของรัฐบาลเพื่อนำเงินเข้าไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจแทนที่การลงทุนของเอกชนที่หดตัวลง

แต่ปรากฏว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสำคัญที่มากพอ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมัวแต่โหมโรง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ไม่ได้มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ฟื้นตัวขึ้นมาจากอาการโคม่า

ขณะที่ รมว.พาณิชย์ที่ทำหน้าที่ดูแลหาเงินรายได้จากต่างประเทศเข้ามาก็ยุ่งและง่วนอยู่แต่โครงการรับจำนำข้าวที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ต้องกลบไว้ไม่ให้โผล่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการระบายข้าวไม่ได้ ผลขาดทุนที่คาดว่าจะสูงถึงปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

ทำให้ภารกิจการขยายตลาดการส่งออก หาช่องขยายสินค้าที่เป็นพระเอกของไทยให้มีตลาดกว้างขึ้นที่เป็นหน้าที่หลักของกระทรวง กลับเป็นงานรอง ไม่ได้รับความสำคัญจากฝ่ายนโยบาย และปล่อยให้แต่ข้าราชการขับเคลื่อนไปโดยลำพัง ไม่มีการตามเรื่อง

จะเห็นว่าเศรษฐกิจที่ทรุดแล้วทรุดอีกมาจากสาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนเครื่องยนต์ภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทดแทนการส่งออกได้เลย

แม้แต่การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลเอง ที่ตั้งเป้าจะเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย แต่ปรากฏว่าการเบิกจ่ายเดือน ต.ค. เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 กลับเบิกงบลงทุนได้ 2,600 ล้านบาท หรือ 0.63% ของงบลงทุนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจภาคส่วนต่างๆ ได้เลย

นอกจากนี้ เวลาที่แรงขับเคลื่อนข้างนอกดับก็จะต้องมีการใช้นโยบายกึ่งการคลังมาเป็นแขนขาของรัฐบาล คือใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างกำลังซื้อกระตุ้นการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงิน

แต่ในรัฐบาลนี้กลับไม่สามารถทำได้ เพราะว่ามีการใช้แบงก์รัฐจนหมดแรงและแบกภาระเต็มหลัง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยมีหนี้เสีย 3.1 หมื่นล้านบาท

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีหนี้เสีย 2.4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถมีแรงที่จะปล่อยกู้ใหม่ ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสะสางหนี้เสียในองค์กรแทนที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ครั้นจะไปพึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็ติดหล่มอยู่กับสนองนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลที่ใช้เงินกู้และเงินของแบงก์ดำเนินการในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาสูงถึง 6.8 แสนล้านบาท จนธนาคารมีปัญหาสภาพคล่องที่จะปล่อยกู้เป็นการทั่วไปตามภารกิจหลัก

ขณะที่ธนาคารออมสิน ที่ควรจะปล่อยกู้รายย่อยกระตุ้น แต่ภารกิจก็ถูกเบี่ยงเบนให้ระดมเงินฝาก เพื่อปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลจากการออก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท

แม้แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ไม่สามารถปล่อยกู้กระตุ้นสินเชื่อบ้านได้อย่างที่ควรเป็น

เมื่อเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับหมด แถมตัวช่วยเศรษฐกิจไม่ทำงาน ผสมโรงกับการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไล่ตามปัญหาไม่ทัน ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงอย่างที่เห็น

ยิ่ง กิตติรัตน์ ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ออกมาบอกว่า มองข้ามเศรษฐกิจปีนี้ไปถึงปีหน้ายิ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะนั่นหมายความว่ารัฐบาลปล่อยทิ้งเศรษฐกิจในปีนี้แล้วจะโตเท่าไรก็ช่าง ขอไปเริ่มต้นใหม่ปีหน้าดีกว่า

หากเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจไทยปีหน้ายิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น เพราะคนเป็นโรคในตอนนี้ รัฐบาลกลับยื้อเวลาไปรักษาในปีหน้าก็ตายกันพอดี

ยิ่งหากหลักคิดในการบริหารงานของรัฐบาลไม่ได้เปลี่ยน ยังหวังรอตลาดโลกฟื้น หวังให้การส่งออกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ก็เป็นเรื่องที่หลงทาง เพราะการที่ตลาดโลกฟื้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้นเสมอไป

การไม่ปรับปรุงความสามารถการแข่งขัน การไม่ออกมาตรการมาสนับสนุนการเพิ่มคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น ต่อให้ตลาดโลกดีอย่างไร ก็ไม่มีใครซื้อสินค้าไทย เพราะไปซื้อสินค้าอื่นที่ดีกว่า

รัฐบาลต้องหันมาตั้งคำถามว่าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไม่โต แต่ทำไมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามโตได้ถึง 1516%

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังติดบ่วงโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนปีละถึง 2 แสนล้านบาท จะเป็นภาระงบประมาณ ทำให้จัดสรรงบลงทุนได้น้อย

แม้ว่ารัฐบาลจะหวังเงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังมีปัญหาติดทำประชาพิจารณ์และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ก็ยังติดปัญหาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถึงแม้ว่าผ่านศาลมาได้ก็อาจจะเจอปัญหาเรื่องทำประชาพิจารณ์ ทำให้การเบิกจ่ายเงินไม่ได้เช่นกัน

ทั้งหมดกลายเป็นปัญหาการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ถอยหลังเข้าคลองมากกว่าที่คิด และเศรษฐกิจปีหน้ายังหวังให้โตได้ 45% ได้ยาก หากรัฐบาลยังไม่ปรับการบริหารเศรษฐกิจให้ต่างไปจากปีนี้ที่ผลงานออกมาล้มเหลว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท