posttoday
คำวินิจฉัย ล้ม "สภาผัวเมีย"

คำวินิจฉัย ล้ม "สภาผัวเมีย"

21 พฤศจิกายน 2556

ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำเพื่อให้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

ประเด็นที่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำเพื่อให้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

(1) ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ สว.ที่ใช้ระหว่างพิจารณาประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นฉบับเดียวกันกับที่มีการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือไม่

เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอให้รัฐสภาตามที่เลขาธิการรัฐสภาส่งให้ศาล ปรากฏว่าอักษรที่ใช้ตั้งแต่หน้าที่ 1 ถึงหน้าที่ 33 มีความแตกต่างกันกับตัวอักษรที่ใช้ในบันทึกหลักการและเหตุผล ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขและบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข

ตามข้อเท็จจริงหลักฐานดังกล่าวเบื้องต้น เชื่อได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 ไม่ใช่ร่างเดิมที่ อุดมเดช รัตนเสถียร ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2556 แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่

จากการตรวจสอบพบว่ามีการเปลี่ยนหลักการที่สำคัญจากร่างเดิมหลายประการ คือ การแก้ไขมาตรา 116 จะมีผลให้บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่ง สว. และสมาชิกสภาพสิ้นสุดลง สามารถสมัครเป็น สว.ได้อีกโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 2 ปี และมีการดำเนินการในลักษณะที่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แจ้งความจริงว่าได้มีการจัดทำร่างขึ้นใหม่ให้สมาชิกรัฐสภาทราบทุกคน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า ในการพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มิได้นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่อุดมเดชและคณะเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2556 มาใช้ในการพิจารณาในวาระที่ 1 แต่ได้นำร่างที่มีการจัดทำขึ้นใหม่ โดยไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเสนอ จึงเท่ากับว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (1) วรรคหนึ่ง

(2) การกำหนดวันแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

การอภิปรายในการบัญญัติกฎหมายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกรัฐสภา สำหรับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนและการเบิกความต่อศาลในชั้นไต่สวน ปรากฏว่าการพิจารณาวาระที่ 1 และวาระที่ 2 สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ได้ตัดสิทธิผู้ขออภิปรายในวาระที่ 1 และตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นเป็นจำนวนถึง 57 คน โดยอ้างว่าความเห็นดังกล่าวขัดต่อหลักการทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการฟังการอภิปราย

แม้จะเป็นดุลยพินิจของประธาน และแม้มีเสียงข้างมาก แต่จะต้องไม่ตัดสิทธิการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา การรวบรัดปิดการอภิปรายจึงเป็นการใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบ เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายข้างมาก

นอกจากนี้ ผู้ร้องยังอ้างอีกว่าการนับระยะเวลาในการแปรญัตติของประธานรัฐสภาไม่ถูกต้อง โดยอ้างว่าเมื่อที่ประชุมพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 แล้วเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2556 มีผู้เสนอกำหนดเวลาในการขอแปรญัตติ 15 วัน และ 60 วัน ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมจะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาลงมติว่าจะใช้กำหนดเวลาใด แต่ก่อนที่จะมีการลงมติเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบจึงยังมิได้มีการลงมติ

ประธานรัฐสภาจึงนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 18 เม.ย. 2556 และกำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วัน แต่ประธานรัฐสภาได้สรุปให้เริ่มต้นนับย้อนหลังไปโดยให้นับระยะเวลา 15 วันนั้น ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. ทำให้ระยะเวลาการแปรญัตติไม่ครบ 15 วัน ตามมติที่ประชุม เพราะจะเหลือระยะเวลาเสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วันเท่านั้น

เห็นว่าการแปรญัตติเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอความคิดเห็น จึงต้องมีเวลาพอสมควรเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาทราบระยะเวลาที่แน่นอน การนับระยะเวลาในการแปรญัตติย่อมไม่อาจนับเวลาย้อนหลังได้ จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมและไม่เป็นกลาง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรคหนึ่งและสอง ทั้งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง

คำวินิจฉัย ล้ม "สภาผัวเมีย"

 

(3) วิธีการในการแสดงตนและลงมติในการพิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา สว.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

รัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคสาม ได้กำหนดหลักการสำคัญประการหนึ่งว่า สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องมีประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความพร้อมพยานหลักฐานสำคัญ คือ แผ่นวีดิทัศน์ที่บันทึกภาพเหตุขณะที่มีการกระทำดังกล่าวถึง 3 ตอน ซึ่งในการนี้ รังสิมา รอดรัศมี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพยานบุคคล ได้เบิกความประกอบกับหลักฐานยืนยันว่ามีบุคคลใช้บัตรแสดงตนหลายใบใส่เข้าไปในเครื่องออกเสียงลงคะแนน

เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่พยานนำสืบต่อศาลก็เห็นภาพบุคคลปรากฏใบหน้าด้านข้าง ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเป็น นริศร ทองธิราช (สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย) ผู้ถูกร้องที่ 162 ซึ่งสวมสูทสีเดียวกันกับภาพที่ปรากฏในวีดิทัศน์ที่ถือบัตรแสดงตนไว้ในมือจำนวนเกินกว่าจำนวนบัตรที่สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งจะพึงมีได้

เห็นได้ว่าเป็นการขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 จึงมิอาจถือว่าเป็นมติที่ชอบของรัฐสภา

ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อให้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ร่างขึ้นโดยใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นแม่แบบ โดยได้แก้ไขหลักการในเรื่องคุณสมบัติของ สว. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเช่นการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กล่าวคือ บัญญัติให้มี สว.สรรหาเข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมกับ สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของ สว.

ทั้งยังได้กำหนดคุณสมบัติของ สว.ให้เป็นอิสระจากการเมืองและ สส. เช่น ห้ามบุพการี คู่สมรส บุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเป็น สว. พร้อมกับกำหนดเวลาห้ามเกี่ยวข้องพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ สว.เป็นอิสระจาก สส.อย่างแท้จริง จึงได้บัญญัติห้ามความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังกล่าว เพราะหากยอมให้ สว.หรือ สส.มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ย่อมไม่อาจหวังได้ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา อันเป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญนี้

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามคำร้องนี้เป็นการแก้กลับไปสู่จุดบกพร่องที่เคยบกพร่องแล้วในอดีต เป็นจุดบกพร่องที่ล่อแหลมเสี่ยงต่อการสูญสิ้นศรัทธาและสามัคคีธรรมของมวลหมู่มหาชนชาวไทย เป็นความพยายามนำประเทศชาติให้ถอยหลังเข้าคลอง ทำให้วุฒิสภากลับไปเป็นสภาญาติพี่น้อง สภาของครอบครัว และสภาผัวเมีย สูญเสียสถานะและศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้แก่สภาผู้แทนราษฎร ทำลายสาระสำคัญของการมีสองสภา

นำพาไปสู่การผูกขาดอำนาจรัฐ ตัดการมีส่วนร่วมของปวงประชาหลากสาขาหลายอาชีพ เป็นการกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเปิดช่องให้ผู้ร่วมกระทำการครั้งนี้กลับมีโอกาสได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองด้วยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

นอกจากนี้ การแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อันมีที่มาเหมือนกับ สส.จึงย่อมเป็นเสมือนสภาเดียวกัน เป็นการทำลายระบบสองสภาให้สูญสิ้นไป ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถควบคุมอำนาจเหนือรัฐสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 และมาตรา 11/1 ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องของกระบวนการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ สว.ที่จะบัญญัติขึ้นใหม่ โดยรวบรัดให้มีการประกาศใช้ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสียก่อน ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจโดยอาศัยเสียงข้างมาก

อาศัยเหตุดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การดำเนินการพิจารณาและลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 122 มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 126 วรรคสาม มาตรา 291 และมาตรา 3 วรรคสอง และวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมากว่า 5 ต่อ 4 ว่ามีเนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่ผู้ถูกร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองด้วยนั้น เห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท