
หยุดประชานิยมสุดกู่เร่งกู้วิกฤตการเมือง
หลายเวทีเสนอทางออกความขัดแย้งด้วยการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย เลิกนโยบายประชานิยม มอมเมาประชาชน
หลายเวทีเสนอทางออกความขัดแย้งด้วยการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย เลิกนโยบายประชานิยม มอมเมาประชาชน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “หนี้สาธารณะ กับดักประชาธิปไตย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กับดักประชาธิปไตยที่สำคัญคือ เมื่อประชาธิปไตยเดินไปได้สักระยะหนึ่ง รัฐบาลก็จะนำระบบประชานิยมโดยเฉพาะการแจกเงินมาใช้จูงใจประชาชนแทน จนตามมาด้วยการก่อหนี้สาธารณะจำนวนมาก และติดกับดักประชาธิปไตย ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศยุโรปใต้ทั้งหมด โดยบางประเทศมีหนี้สาธารณะมากถึง 120%
“ประชานิยมมาถึงเมืองไทยด้วยลักษณะธรรมดา พอรัฐบาลคิดไม่ออก ก็ดึงประชานิยมมาใช้ ผมไม่ปฏิเสธ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้เงินช่วยเหลือคนชรา ให้เงินการศึกษาเด็กยากจน หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นประชานิยมที่ดี แต่ประชานิยมที่บ้องตื้นที่สุดก็คือ รถคันแรก ซึ่งผลตามมาทำให้เกิดรถแน่นถนน
ส่วนประชานิยมที่เลวที่สุด คือ “จำนำข้าว” ปกตินโยบายจำนำข้าวไม่ได้เลว แต่การเปิดโอกาสให้ราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดมากๆ และเปิดให้ใครไม่รู้เกาะหลังชาวนานี่เลวที่สุด”ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมามีการจำนำข้าวเปลือก 44.45 ล้านเกวียน แปรเป็นข้าวสาร 27 ล้านตัน โดยเงินที่ใช้ซื้อข้าวรับจำนำ 6.8 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินการ 8.9 หมื่นล้านบาท รวมต้นทุนทั้งสิ้น 7.72 แสนล้านบาท เฉลี่ยต้นทุนข้าวสารตันละ 2.86 หมื่นบาท ขายแล้ว 12 ล้านตัน ได้ 1.41 แสนล้านบาท รวมขาดทุนจาก 12 ล้านตัน 201,600 ล้านบาท หากขายข้าว 15 ล้านตันที่เหลือตามราคาที่เคยขายได้ จะขาดทุนเพิ่มอีก 2.54 แสนล้านบาท รวมขาดทุนทั้งสิ้น 4.56 แสนล้านบาท แต่ รมว.พาณิชย์ กลับหลอกประชาชนว่าขาดทุนไม่เกิน 1 แสนล้านบาท
โดยหลังจากนี้หากรวมหนี้สาธารณะทั้งหมดจากเดือน ก.ย. 2555-ก.ย. 2562 ทั้งการจ่ายคืนภาษีสรรพสามิตรถคันแรก การใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร การเพิ่มทุนธนาคารเฉพาะกิจ รวมถึงนำเงินเข้ากองทุนประกันภัย โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท บวกกับหนี้สาธารณะในปัจจุบัน 4.97 ล้านล้านบาท จะมีหนี้สาธารณะทั้งสิ้น 8.426 ล้านล้านบาท หากรวมกับขาดทุนรับจำนำข้าวอีก 4.56 แสนล้านบาท และ หากยังเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวจนถึงปี 2562 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 15.6 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 65.29% ของจีดีพี
“ผมไม่ได้ห่วงที่หนี้สาธารณะสูง 65% ของจีดีพี แต่ผมห่วงว่าพอรัฐบาลนี้ทำให้โครงการหนึ่งขาดทุนถึงแสนล้านได้ รัฐบาลในอนาคตก็จะทำได้เช่นเดียวกัน สุดท้ายก็หยุดไม่อยู่ ผมกับธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เห็นตรงกันว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญอีก 1 มาตรา ว่าอีกหน่อยรัฐบาลจะทำอะไร ก่อนจะใช้เงิน รัฐบาลต้องเสนอต่อสภาว่าจะหาเงินจากไหน หรือจะลดงบประมาณรายจ่ายอะไรลงไป จะได้ไม่ต้องเอาหนี้มาเพิ่มให้ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินเสียหาย และการกู้เงินนอกงบประมาณจะต้องมาเพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เพื่อโครงการจ่ายเงินประชานิยม” อดีต รมว.คลัง กล่าว
ขณะที่ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานนโยบายการศึกษา กล่าวตอนหนึ่งในงานปาฐกถาพิเศษ“ชัยอนันต์พูด วิกฤตประเทศไทย” ว่า สถานการณ์ขณะนี้ถือว่าเป็นวิกฤตระบอบทางการเมือง และระบอบประชาธิปไตย ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาล และที่น่าสังเกตคือเป็นการประท้วงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขัดกับหลักการ สาเหตุที่ประชาชนไม่พอใจพบว่าเกิดจากระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้ง ความล้มเหลวทางรัฐสภา ฉะนั้นเราต้องคิดว่าระบอบการเมืองเหมาะสมหรือไม่
“ถือเป็นช่วงวิกฤตที่มีผู้นำมีอำนาจมากที่สุดและปัญญาน้อยที่สุด การเมืองถูกชี้นำจากกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่ง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถทำงานในความเป็นตัวของตัวเอง รัฐบาลอยู่ภาวะรถยนต์ที่ไม่มีเบรก ไม่มีการทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินประชานิยมที่สุดกู่”
ชัยอนันต์ บอกอีกว่า ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะหมดหวังสิ้นหวังกับ สส.และรัฐสภา ที่ออกกฎหมายยกความผิดไม่เป็นความผิดกับคนที่เคยเผาบ้านเผาเมือง ฝ่ายตุลาการจึงเป็นองค์การที่คนให้ความหวังมากขึ้น เช่นเดียวกับการเมืองที่ปลูกฝังให้เป็น ปฏิปักษ์ต่อประมุข ถือเป็นเรื่องอันตรายของคนบางกลุ่ม นั่นเป็นวิกฤตทางจิตวิญญาณ เรื่อง จิตวิญญาณเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
อีกด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เสนอ 4 แนวทางปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง คือ 1.ปฏิรูปอำนาจ โดยลดอำนาจส่วนกลางลง และเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองมากขึ้น 2.ปฏิรูปความยากจน ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างการถือครองที่ดินและภาษี 3.ปฏิรูปพลเมือง ด้วยการเพิ่มพลังของพลเมือง และ 4.ปฏิรูปประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบอำนาจผู้แทนได้ทุกระดับ พร้อมยืนยันว่าการแก้ปัญหาของประเทศ ไม่สามารถแก้ผ่านการปฏิรูปการเมืองเพียงอย่างเดียวได้
“ถึงเวลาที่จะนำข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่มี อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และข้อเสนอของสมัชชาปฏิรูป ที่มีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน กลับมาพิจารณาอีกครั้งในวันที่ประเทศกำลังเข้าสู่ทางตัน” นพ.อำพล เสนอแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง







