posttoday
ศก.มะกันโตลวงตาคิวอีทำเคยตัว จ้างงานแย่-โตไม่จริง

ศก.มะกันโตลวงตาคิวอีทำเคยตัว จ้างงานแย่-โตไม่จริง

20 พฤศจิกายน 2556

ทำเอานักลงทุนทั่วโลกดีอกดีใจกันยกใหญ่เมื่อความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นวอลสตรีทของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ทำเอานักลงทุนทั่วโลกดีอกดีใจกันยกใหญ่เมื่อความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นวอลสตรีทของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ ปรับตัวพุ่งทำสถิติสูงสุดรอบใหม่ จนนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งอดคิดไม่ได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังฟื้นตัวกระเตื้องขึ้นเหมือนภาพที่เห็นได้จากตลาดหุ้น

ทั้งนี้ เปิดตลาดเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ปรับตัวผ่านเลข 1,800 จุด ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นเหนือ 16,000 จุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐ ก่อนที่ช่วงปิดตลาดของวันจันทร์ที่ 18 พ.ย. ดัชนีดาวโจนส์จะปรับลดลง 24 จุด จากระดับ 16,000 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ยังคงอยู่ในระดับดีที่สุดในรอบ 10 ปี อีกทั้งยังทำให้จนถึงขณะนี้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 140% นับตั้งแต่ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อกว่า 4 ปีที่แล้ว

แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าพิจารณาความเคลื่อนไหวในภาคเศรษฐกิจจริงให้ดีแล้วจะพบว่าสัญญาณบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐเป็นเพียงภาพลวงตาอันตรายที่ล่อตาล่อใจบรรดาแมลงเม่าทั้งหลาย กระทั่ง คาร์ล ไอคาห์น นักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลในตลาดวอลสตรีท ต้องเอ่ยปากเตือนในระหว่างงานประชุมรอยเตอร์ส โกลบอล อินเวสต์เมนต์ เอาต์ลุค ซัมมิต ว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วงมากกว่าน่าลงทุน เนื่องจากภาพสวยงามที่เห็นไม่ได้มาจากผลประกอบการรายได้ที่แท้จริงของบริษัท

“พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด รายได้ของบรรดาบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดขณะนี้เป็นภาพลวงตา ผลประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผลมาจากการที่บริษัทดำเนินงานได้ด้วยดี แต่เป็นเพราะผลจากอัตราดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้น” ไอคาห์น กล่าวพร้อมสรุปความเห็นตนเองด้วยการคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มจะเผชิญหน้ากับการดิ่งลงอย่างรุนแรง

ความเห็นข้างต้นของ ไอคาห์น สอดคล้องกับรายงานของ แกรนแธม มาโย แวน ออตโตลู (จีเอ็มโอ) บริษัทบริหารจัดการหลักทรัพย์ที่ระบุว่า ราคาหลักทรัพย์ในตลาดสหรัฐปัจจุบันมีมูลค่าเกินจริงเฉลี่ยในระดับที่สูงถึง 40% ขณะที่เมื่อนำอัตราส่วนราคาต่อกำไรหุ้น (พี/อี) ของบริษัท 19 แห่งในตลาดเอสแอนด์พี 500 มาคำนวณรวมกับผลตอบแทนของยอดขายจะพบว่ามูลค่าของหุ้นของบริษัทดังกล่าวสูงเกินความเป็นจริงถึงประมาณ 75%

เรียกได้ว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐที่คึกคักกันอยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะอิทธิพลของนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ในสหรัฐ รวมถึงในญี่ปุ่นและยุโรป ที่ทำให้มีปริมาณเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบ ซึ่งเอื้อให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถดาหน้าเข้ามากอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าด้วยการเก็งกำไรในตลาด โดยไม่กลัวความเสี่ยงใดๆ อีกต่อไป เนื่องจากความโลภมีมากกว่า

ยิ่งเมื่อ เจเน็ต เยลเลน ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ต่อจาก เบน เบอร์แนนคี ที่กำลังจะหมดวาระลงมีจุดยืนค่อนข้างชัดเจนที่จะยังคงการใช้มาตรการคิวอีต่อไป ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนให้บรรดาบริษัททั้งหลายหันมากอบโกยรายได้จากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากกว่าการหันมาปฏิรูปบริหารจัดการองค์กรเพื่อส่งเสริมการสร้างตำแหน่งงานและสร้างผลประกอบการจากตลาดเศรษฐกิจจริง

แบรด แม็คมิลลาน หัวหน้าเจ้าหน้าที่นักลงทุนจากคอมมอนเวลท์ ไฟแนนเชียล ระบุว่า ขณะนี้มี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ความเคลื่อนไหวในตลาดสหรัฐเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรมากขึ้น คือ 1) นักลงทุนกู้เงินมาซื้อหุ้นมากเป็นประวัติการณ์ 2) บริษัทหลายแห่งโดดเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น และ 3) นักลงทุนในตลาดหลักเริ่มหวนกลับนำเงินมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นในรอบหลายปี

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งวิตกว่าการเติบโตของสหรัฐเป็นการโตลวง อันเป็นผลพวงจากมาตรการทางการเงินแบบสุดโต่งที่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจสุดขีดด้วยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าระบบด้วยแผนคิวอีและอัตราดอกเบี้ยต่ำก็คือรายงานการฟื้นตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขบ่งชี้การฟื้นตัวของสหรัฐที่ยังไม่กระเตื้องขึ้นก็คืออัตราการว่างงานภายในประเทศ เนื่องจากเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งของกำลังการบริโภคของชาวสหรัฐซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยล่าสุดสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ระบุว่า อัตราการว่างงานในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.3% จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7.2% ขณะที่อัตราการเข้ามาทำงานของแรงงาน ปัจจัยสะท้อนจำนวนชาวสหรัฐที่มีงานทำและกำลังหางานทำ ยังปรับตัวลดลงเหลือ 62.8% จากเดือนก่อนหน้าที่ 63.2% นับเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบ 34 ปี อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าชาวสหรัฐเลิกหางานทำมากขึ้น

ขณะที่อีกปัจจัยหลักที่บ่งชี้การฟื้นตัวที่ย่ำแย่ประการต่อมาก็คือรายได้ของบรรดาบริษัททั้งหลายที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาส 3 หรือการออกมาปรับลดการคาดการณ์รายได้ของบริษัทกันทั่วหน้าในช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีแนวโน้มการส่งออกสินค้าและการบริโภคภายในประเทศลดลง ซึ่งสวนทางกับตัวเลขการซื้อขายในตลาดหุ้นที่เดินหน้าทำสถิติสูงสุดติดต่อกันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หรือแม้บางบริษัทซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหารและเทคโนโลยี เช่น แซมเทค คอร์ปอเรชั่น หรือ ไทสัน ฟู้ดส์ จะประกาศปรับเพิ่มรายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ แต่นักวิเคราะห์กลับเห็นตรงกันว่า อัตราการฟื้นตัวค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำ คือ ไม่ถึง 1% ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสรุปได้เต็มปากเต็มคำว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งเต็มที่แท้จริง

ยังไม่นับรวมปัจจัยที่จะขัดขวางการฟื้นตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างปัญหาการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลที่ในปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐขาดดุลสูงถึง 9.159 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแม้จะเป็นการขาดดุลลดลง แต่ก็เป็นผลมาจากการตัดลดค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะมาจากรายได้ของรัฐที่เพิ่มเข้ามา

เจเรอมี แกรนแธม หัวหน้านักกลยุทธ์ลงทุนแห่งจีเอ็มโอ สรุปว่า ตลาดสหรัฐไม่ได้เป็นข้อยกเว้นที่จะหนีพ้นจากการเก็งกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่าทีของเฟดยังชัดเจนพอที่จะทำให้บริษัทและนักลงทุนคาดหวังกำไรจากมาตรการคิวอีต่อไปได้อีกสักระยะ

นอกจากนี้ ยังนับเป็นเหตุผลประการสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้เฟดชะลอหรือยุติการใช้มาตรการคิวอีได้โดยสะดวก เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความปั่นป่วนผันผวนในตลาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ จนเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเสพติดมาตรการคิวอีจนยากถอนตัวเหมือนที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความวิตกกันมาระยะหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตลาดหุ้น สหรัฐย่อมมีเศรษฐกิจที่สดใสและเป็นความหวังได้ แต่หากพิจารณาจากการเติบโตที่แท้จริงคือรายได้บริษัทที่มาจากการลงทุนและซื้อขายในตลาดจริง รวมถึงการเพิ่มตำแหน่งงาน เศรษฐกิจของสหรัฐก็ไม่ต่างจากภาพลวงตาอันตรายที่ไม่ควรหลงระเริงด้วยอย่างเด็ดขาด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท