posttoday
ทำไมราคากลางรถเมย์ของ ขสมก.สูงไป

ทำไมราคากลางรถเมย์ของ ขสมก.สูงไป

20 พฤศจิกายน 2556

คณะทำงานศึกษาเฝ้าระวังและติดตามการซื้อรถเมล์ NGV ของ ขสมก. ของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ให้ความสำคัญกับราคากลางที่เหมาะสมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการประมูลระบบ Eauction ตัดสินผู้ชนะกันด้วยราคาต่ำสุด คนในวงการรวมทั้งคณะศึกษาของ ป.ป.ช. ล้วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า Technical Specification ในทีโออาร์ของ ขสมก.เป็นสเปกขั้นต่ำ

คณะทำงานศึกษาเฝ้าระวังและติดตามการซื้อรถเมล์ NGV ของ ขสมก. ของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ให้ความสำคัญกับราคากลางที่เหมาะสมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการประมูลระบบ Eauction ตัดสินผู้ชนะกันด้วยราคาต่ำสุด คนในวงการรวมทั้งคณะศึกษาของ ป.ป.ช. ล้วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า Technical Specification ในทีโออาร์ของ ขสมก.เป็นสเปกขั้นต่ำ

นอกเหนือจากความยาวของรถ 12 เมตรแล้ว ถ้าเป็นรถปรับอากาศหรือรถเย็น ระบบส่งกำลังบำรุงต้องเป็นเกียร์อัตโนมัติ ระบบกันสะเทือนเป็นแบบถุงลม แต่ถ้าเป็นรถธรรมดาหรือรถร้อนไม่ได้ระบุ เพราะฉะนั้นอาจเป็นเกียร์ธรรมดาก็ได้ ระดับคุณภาพของอุปกรณ์ชิ้นส่วนของรถไม่ได้ระบุแบรนด์หรือ Original Design ใดๆ ซึ่งโดยทั่วไปแบรนด์ที่ผลิตโดยรถค่ายยุโรปหรืออเมริกาเกือบทุกอย่างจะมีราคาสูงกว่าของที่ผลิตในเอเชียหรือจีน

ด้วยสเปกที่กำหนดไว้ต่ำๆ เช่นนี้ ทำให้เราเชื่อว่าผู้เข้าประมูลจะมีแรงจูงใจที่จะแข่งกันด้วยราคาที่ต่ำที่สุดเพื่อเป็นผู้ชนะ โดยสนองต่อสเปกขั้นต่ำของทีโออาร์ไว้

ในการประมูลที่มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง การกำหนดราคากลางที่ถูกต้องโดยหลักการไม่มีนัยสำคัญ แต่ในความเป็นจริง การประมูลรถจำนวนมากแบ่งเป็น 8 เขต เขตละหลายร้อยคัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการฮั้วกันระหว่างผู้ประมูล การแบ่งพื้นที่หรือแบ่งตลาดทำให้ราคาประมูลไม่ได้สะท้อนการแข่งขันที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงเชื่อว่าการได้มาซึ่งราคากลางที่ต่ำที่สุดสำหรับสเปกที่สอดคล้องกับทีโออาร์ของ ขสมก. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ทำไมคณะทำงานของ ป.ป.ช. จึงคิดว่าราคากลางที่กำหนดโดย ขสมก. สำหรับรถปรับอากาศไว้ที่ 4.5 ล้านบาทต่อคัน และสำหรับรถธรรมดาที่ 3.8 ล้านบาทต่อคันจึงสูงเกินไป ในการทำงานของเรา เราหาข้อมูลมากกว่าวิธีการที่ ขสมก.ทำ หลังจากการสอบถามและพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในวงการ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรถโดยสาร เราได้ข้อมูลซึ่งบอกถึงความแตกต่างของราคา (ซึ่งโดยนัยอาจสื่อถึงระดับคุณภาพ) รถที่มีการซื้อขายกันจริงๆ ในตลาดในช่วงไม่เกิน 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรถเมล์ใช้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นของใหม่

สรุปได้ว่าราคาต่ำสุดน่าจะมาจากรถค่ายจีนและอินเดีย ราคาสูงขึ้นมาเป็นของค่ายรถจากเกาหลี จากนั้นก็เป็นญี่ปุ่น และสูงสุดเป็นค่ายรถจากยุโรป เช่น แถบสแกนดิเนเวียและเยอรมัน เป็นต้น เมื่อพิจารณาราคากลางที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ของ ขสมก. สำหรับรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) ราคา 3.8 ล้านบาท และรถโดยสารปรับอากาศ (รถแอร์) 4.5 ล้านบาทต่อคัน เราได้ข้อสรุปว่ารถโดยสารของค่ายยุโรปคงไม่สามารถเข้ามาแข่งขันทางด้านราคากับค่ายรถในเอเชียได้

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการรายหนึ่งที่มีรถโดยสารวิ่งระหว่างจังหวัดเป็นรถจากค่ายยุโรป ได้ให้ข้อมูลแก่คณะทำงาน เจ้าของต้องการประหยัดภาษีซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากถึงร้อยละ 40 ถ้านำเข้ารถสำเร็จรูปจากยุโรป เขาจึงนำเข้าคัสซีพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล มีต้นทุนประมาณ 3.5 ล้านบาท (ถ้าเป็นเครื่องยนต์ CNG ราคาจะสูงขึ้นอีกหลายแสนบาท) แล้วมาประกอบตัวถังพร้อมแอร์ในเมืองไทยด้วยต้นทุนอีก 1.5 ล้านบาท รวมรถทั้งคันประมาณ 5 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าสูงกว่าราคากลางของ ขสมก.

ราคารถที่เราได้มาทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย มีทั้งที่นำเข้าเป็นรถสำเร็จรูป (CBU) และเป็นรถที่นำเข้าคัสซีพร้อมเครื่องยนต์ (CKD) โดยนำมาประกอบตัวถังในเมืองไทย ซึ่งในกรณีหลังนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่ระบุไว้ในทีโออาร์ของ ขสมก. รถนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจะไม่สามารถนำเข้ามาประมูลได้

ประเด็นความแตกต่างของภาระภาษีที่คิดกับรถนำเข้าสำเร็จรูปร้อยละ 40 กับกรณีที่คิดร้อยละ 030 สำหรับรถที่นำเข้าคัสซีพร้อมเครื่องยนต์และมาประกอบตัวถังในประเทศไทย มีผลมหาศาลต่อราคากลางที่เหมาะสม และนี่เป็นปัญหาของราคากลางที่ ขสมก.ได้มา

ทั้งนี้ ขสมก.ได้ราคาเฉลี่ยรถปรับอากาศนำเข้าสำเร็จรูปจากเพียง 3 บริษัท คือ DAEWOO HIGER และ YANGTSE ซึ่งเอกสาร ขสมก.ระบุราคาไว้ที่ 5.25.5, 4.8 และ 4.7 ล้านบาท ตามลำดับ (โดยมีการระบุสเปก เช่น เชื้อเพลิง CNG แรงม้า และระบบรองรับน้ำหนัก ซึ่งมีทั้งแหนบสปริงและถุงลม แล้วได้ราคากลางที่ 4.8 ล้านบาท โดยสมมติว่าจะซื้อได้ถูกกว่าราคาที่บริษัททั้ง 3 แจ้งไว้ประมาณ 15% ปัญหาก็คือรถเหล่านี้ต้องเสียภาษีร้อยละ 40 ในการนำเข้า ซึ่งแต่ละคันน่าจะมีมูลค่าภาษีที่เสียให้แก่กรมศุลกากรกว่า 1 ล้านบาทต่อคัน

ราคานี้จะเปลี่ยนไปมากถ้าเป็นการนำเข้าคัสซีพร้อมเครื่องยนต์ ขอยกตัวอย่างโดยดูจากการได้มาซึ่งข้อมูลของคณะทำงาน บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งนำเข้ารถบัสจากจีนประมาณ 40 คัน มีกิจการให้เช่ารถบัสในกรุงเทพฯ เช่น ให้เช่ากับบริษัท การบินไทย ในการรับส่งพนักงาน สเปกคล้ายกับรถ ขสมก. เช่น เป็นรถปรับอากาศใช้เครื่องยนต์ CNG เกียร์ออโต้ความยาว 12 เมตร แต่คุณภาพหลายอย่างต้องสูงกว่า เพราะได้ Original Brand เช่น เกียร์หรือคอมเพรสเซอร์แอร์เป็นยี่ห้อจากเยอรมันหรืออเมริกา ถ้าปรับราคาโดยไม่ใช้ Original Brand ราคานำเข้าสำเร็จรูปของผู้ประกอบการรายนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต้นๆ ต่อคัน ซึ่งรวมภาษีศุลกากรถึงร้อยละ 40 ที่น่าจะเป็นมูลค่าภาษีประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อคัน

จะเห็นได้ว่าถ้าไม่รวมภาษีรถรุ่นนี้ ซึ่งมีสเปกไม่ต่ำกว่ากรณีของ ขสมก. แน่นอนจะมีราคาที่รวมกำไรคันละประมาณ 3 ล้านบาท ของผู้ประกอบการที่ประเทศจีนไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อคัน อย่าลืมว่าราคานี้เป็นราคารถสำเร็จรูป ราคา 3 ล้านบาทนี้ ถ้านำมาขายในเมืองไทยโดยไม่รวมภาษี ถ้าขาย 4 ล้านบาท กำไรเบื้องต้น 30%

ถ้าเราจินตนาการไปที่ราคาขายของคัสซีและเครื่องยนต์ ถ้ามีการนำเข้ามาที่ประเทศไทยเพื่อมาประกอบตัวถังในเมืองไทย ราคาขายของคัสซีและเครื่องยนต์น่าจะอยู่ที่ 2 ล้านบาท บวกและลบ 510% โดยทั่วไปผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเสียภาษีร้อยละ 10 เพื่อมาประกอบตัวถัง เมื่อรวมภาษีเราเชื่อว่าคัสซีพร้อมเครื่องยนต์ น่าจะอยู่ที่ระดับ 2 ล้านเศษๆ เมื่อนำมาประกอบตัวถังพร้อมแอร์ ราคารถปรับอากาศสูงสุดบวกกำไร ราคากลางที่เหมาะสมสำหรับรถปรับอากาศน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 4 ล้านบาทต่อคัน ส่วนรถร้อนที่ใช้พัดลมแทนแอร์ ใช้เกียร์ธรรมดา ใช้แหนบแทนถุงลม น่าจะอยู่ที่ 3 ล้านบาทต้นๆ

ถ้าการประมูลไม่มีการฮั้วกัน มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง ไม่มีการจัดตั้งโดยผู้มีอำนาจ ขสมก.น่าจะซื้อรถได้ถูกมาก เพราะซื้อในปริมาณมาก และผู้ขายรถจะมีรายได้จากการซ่อมบำรุงระยะยาว

ราคาที่ ขสมก.ได้มาในทีโออาร์ที่ 3.8 และ 4.5 ล้านบาท สำหรับรถร้อนและรถเย็น เป็นความมั่งคั่งของผู้ขายรถ ซึ่งจะไปจัดสรรให้แก่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท