posttoday
ชี้สส.ไม่ยอมรับอำนาจศาลผิดรธน.

ชี้สส.ไม่ยอมรับอำนาจศาลผิดรธน.

19 พฤศจิกายน 2556

คณบดีนิติศาสตร์นิด้าชี้ ส.ส.แถลงไม่ยอมรับอำนาจศาลผิดมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญ ยันคำตัดสินศาลรธน.ถือเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา

คณบดีนิติศาสตร์นิด้าชี้ ส.ส.แถลงไม่ยอมรับอำนาจศาลผิดมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญ ยันคำตัดสินศาลรธน.ถือเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่ สส. 312 คนแถลงไม่ยอมรับอำนาจศาล และประธานรัฐสภา แถลงว่าศาลไม่อาจก้าวล่วงได้นั้น การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิด มาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา เพราะฉะนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเด็ดขาด มีผลชี้นำสภา ซึ่งการกระทำของ สส. และประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรในอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ส่อขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย สามารถยื่นถอดถอนได้ทันที

นอกจากนี้ นายบรรเจิด ยังบอกอีกว่า การแก้ที่มาสว.จะทำประเทศไทยให้เป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาล สส. สว. มีเสียงข้างมากเกินสองในสาม จะทำลายอำนาจการยับยั้งกฎหมายของพระมหากษัตริย์  เนื่องจากอาจแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมาก โดยเสนอให้พระมหากษัตริย์ไม่ต้องลงพระปรมาภิไธยได้ โดยให้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ทันที ซึ่งในวันนั้นประเทศไทยจะกลายเป็นสาธารณรัฐทักษิณ แทนที่จะเป็นราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้นดุลยภาพในการถ่วงดุลในสว.ของรัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าสำคัญที่สุด และต้องติดตามว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้ (20 พ.ย.) จะไขประตูให้สาธารณรัฐทักษิณ หรือจะคงอาณาจักรประเทศไทยไว้

“ปัญหาทั้งหมดมาจากเผด็จการรัฐสภาโดยพรรคการเมืองนายทุน กลไกรัฐธรรมนูญไปวางไว้ว่าสส.ต้องสังกัดพรรค และยังไปวางอีกว่าถ้าไม่ทำตามมติพรรคจะพ้นจากการเป็นสส. เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญของไทยสร้างให้เกิดเผด็จการโดยกลไกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นได้ชัดคือก่อนที่จะลงมติผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีการให้คนในตระกูลไปนั่งในพรรคบังคับให้สส.ทุกคนลงมติผ่าน หากไม่ผ่านกะไม่ส่งลงเลือกตั้งอีกเพราะฉะนั้นพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองทางตะวันตก แต่เป็นบริษัทที่อาศัยกลไกทางรัฐธรรมนูญควบคุมกลไกของคนทั้งประเทศ”นายบรรเจิดกล่าว

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นั้น นายบรรเจิด กล่าวว่า หากการทำสนธิสัญญามีปัญหานั้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ  เพียงแค่ไปออกกฎหมายขึ้นมาใหม่เพื่อกำหนดประเภทของสนธิสัญญาว่าอันไหนต้องเข้ารัฐสภาหรือไม่ก็เพียงพอแล้ว แต่การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 นั้น สะท้อนชัดว่ารัฐบาลต้องการเอาอำนาจตรวจสอบของประชาชน หรือ ฝ่ายนิติบัญญัติออกไป เพราะฉะนั้น การวินิจฉัยของศาลโลก กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 สัมพันธ์แน่นอนและการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้คือคือการแก้ด้วยเสียงข้างมากโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชน

นายบรรเจิด กล่าวอีกว่า การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน นั้น ประเทศไทยมีทางเลือกมากมาย ผ่านงบประมาณปกติ แต่การกู้เงินคือการใช้อำนาจโดยไม่ได้เป็นไปตามหลักที่จำเป็น  รวมถึงใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบชั่วดี ซึ่งครั้งนี้คือการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และเป็นจุดสิ้นสุดของความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมือง ทั้งรัฐบาล และเสียงข้างมากที่เป็นฐานในการขับเคลื่อนรัฐบาล

“การอภิวัฒน์ประเทศไทย มี 3 ขั้นตอน ประชาชนได้อภิวัฒน์ในความรู้สึกขั้นที่ 1 ไปแล้ว คืออภิวัฒน์ในการไม่ยอมรับกับระบบเผด็จการ ไม่ยอมต่ออำนาจทรราชอีกต่อไป ขณะนี้ กำลังเดินไปสู่ขั้นที่ 2 ด้วยการให้รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมพ้นจากการปกครองประเทศไทย เราไม่ไว้ใจตัวแทนอีกแล้ว หากผ่านขั้นที่ 2 ไปได้ ต่อไปนี้ เราขอเสนอระบบอำนาจใหม่โดยประชาชน กฎเกณฑ์ของบ้านเมืองจะต้องร่วมกันสร้างใหม่ สร้างกฎเกณฎ์ใหม่ให้เกิดโดยประชาชน ให้ประชาชนเป็นเจ้าภาพหลักในการปรับโครงสร้างประเทศไทยใหม่หลังจากนี้” นายบรรเจิดกล่าว

ขณะที่นายกล้าณรงค์ จันทิก อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า ระบบเสียงข้างมากลากไป สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการใช้เสียงข้างมากผ่านกฎหมายทั้งฉบับโดยใช้เวลาเพียงคืนเดียว โดยกฎหมายนิรโทษกรรมถือว่าขัดกับหลักพื้นฐานได้แก่ หลักนิติธรรมชัดเจน และการแก้ปัญหาโดยไม่สนใจหลักนิติธรรมนั้น เป็นปัญหาขัดต่อระบอบประชาธิปไตยชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท