สว.จ่อโหวต2ล้านล้านไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง
สว.ข้างมากเตรียมปลดล็อค 2 ล้านล้าน ไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง "สนข."ยกมือหนุนเหตุหากใช้ระบบปกติไม่มีทางสำเร็จ
สว.ข้างมากเตรียมปลดล็อค 2 ล้านล้าน ไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง "สนข."ยกมือหนุนเหตุหากใช้ระบบปกติไม่มีทางสำเร็จ
เมื่อวันที่ 19 พ.ย. การประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 6 ซึ่งในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้มีการแก้ไขให้เงินกู้ตามร่างพ.ร.บ.ถือเป็นเงินที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง จากเดิมที่ร่างพ.ร.บ.ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดเงินกู้ไม่ต้องเป็นเงินที่ต้องนำส่งคลัง
ทั้งนี้มีรายงานว่าวุฒิสภาเสียงข้างมากเตรียมลงมติเพื่อแก้ไขมาตรานี้โดยให้กลับไปใช้ร่างพ.ร.บ.เดิมที่ผ่านสภาฯในช่วงค่ำ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถ้าร่างพ.ร.บ.กู้เงินกลับไปเป็นตามที่สภาฯได้เห็นชอบจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เพราะรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวบัญญัติให้การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ภายใน 4 วิธี คือ 1.กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย 2.กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ 3.กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และ4.กฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณ ทำให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องแก้ไขให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
"ด้วยความหวังดีที่อยากจะเห็นโครงการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศได้มีการดำเนินการบรรลุล่วงได้ จึงขอตัดคำว่า "ไม่" ออกเพียงคำเดียวไม่ได้มากอะไรเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ" นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้มีความเป็นในเรื่องความโปร่งใสว่าจะใช้เงินไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ นอกจากนี้พบว่าแต่ละโครงการตามร่างพ.ร.บ.มีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ บางโครงการยังไม่ได้ผ่านการศึกษา บางโครงการได้ศึกษาแล้ว บางโครงการก็ควรได้รับการเร่งรัด แต่ปรากฎว่ารัฐบาลได้เอามารวมกันไว้ทั้งหมดเพื่อจับให้เป็นตัวประกันว่าใครอยากได้โครงการจะต้องสนับสนุนโครงการที่ไม่ดีด้วย
"โครงการที่มีปัญหามากที่สุด คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะยังไม่มีการศึกษาให้เรียบร้อยแต่กลับมีงบประมาณถึง 7 แสนล้านบาท อยากถามรัฐบาลเสนอเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไม่นานมานี้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำการจับกุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟในคดีทุจริตมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่งเกิดอุบัติเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงมีผู้เสียชีวิต 40 ราย บาดเจ็บ172 คน นอกจากนี้ บริษัทก่อสร้างรถไฟ 3 รายที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนเกี่ยวพันกับการทุจริต ซึ่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนกำลังเข้ามาในประเทศไทย"นายไพบูลย์ กล่าว
ด้านนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ อภิปรายว่า เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขมาตราให้เป็นเงินที่ต้องนำส่งเข้าคลังมีเพียง 6 เสียงเท่านั้นโดยมีองค์ประชุมขณะนั้น 13 คนจากคณะกรรมาธิการทั้งหมด 25 คน เพราะสว.ที่เป็นกรรมาธิการจำนวนหนึ่งต้องไประชุมวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการให้เงินกู้เป็นเงินที่ต้องนำส่งเข้าคลัง เนื่องจากการนำส่งคลังจะเป็นลักษณะงบประมาณปกติที่จะตั้งงบประมาณผูกพันได้เพียง 3 ปีแต่โครงการก่อสร้างพื้นฐานตามร่างพ.ร.บ.นี้จะต้องใช้เวลางบประมาณผูกพันถึง 7 ปี
"ในชั้นคณะกรรมาธิการพบว่ามีโครงการที่มีความพร้อมเป็นมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านบาท เช่น การก่อสร้างทางหลวง รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร รถไฟรางคู่ เป็นต้น ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านขึ้นมาโครงการต่างๆจะทำให้เกิดความเสียหายมากมายเพราะงบประมาณปกติที่เกี่ยวกับการใช้ในส่วนนี้ได้มีการจัดสรรเอาไว้ในส่วนอื่นๆหมดแล้ว"นายเกชา กล่าว
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถ้าเงินกู้ส่งเข้าคลังจะกลับไประบบงบประมาณปกติทันที โดยจะสามารถเอาเงินออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการตรากฎหมายออกมา ทั้งนี้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยส่วนมากจะใช้เงินกู้ที่ไม่ได้ส่งเข้าคลัง
"การที่ต้องใช้เงินกู้ถึง 7 ปีเพราะเราต้องการสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง รถไฟธรรมดา และรถไฟฟ้า ให้เกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อให้ระบบรถไฟทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเชื่อมรถไฟต่อกับถนนและท่าเรือด้วย ในฐานะที่เป็นคนทำโครงการถ้าไม่ใช้วิธีกู้เงินจะไม่มีทางทำโครงการได้" นายจุฬา กล่าว







