
ชัยอนันต์ชี้ไทยเผชิญวิกฤตผู้นำอำนาจมาก-ปัญญาน้อย
"ชัยอนันต์"ชี้การเมืองไทยเผชิญวิกฤตผู้นำมีอำนาจมากและปัญญาน้อย การเมืองถูกชี้นำจากคนกลุ่มหนึ่ง เปรียบรัฐบาลเหมือนรถไม่มีเบรกเดินหน้าประชานิยมสุดกู่
"ชัยอนันต์"ชี้การเมืองไทยเผชิญวิกฤตผู้นำมีอำนาจมากและปัญญาน้อย การเมืองถูกชี้นำจากคนกลุ่มหนึ่ง เปรียบรัฐบาลเหมือนรถไม่มีเบรกเดินหน้าประชานิยมสุดกู่
เมื่อวันที่ 19 พ.ย. เวลา 10.00 น. ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานนโยบายการศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ชัยอนันต์พูด วิกฤตประเทศไทย" ระบุว่า แม้จะมีรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาล แต่ที่น่าสังเกตคือเป็นการประท้วงสภาผู้แทนราษฎร์ขัดกับหลักการ นั่นเป็นความรู้สึกของประชาชน และหลักประชาธิปไตย ซึ่งนั่นเป็นวิกฤตระบอบทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก
ส่วนสาเหตุที่ประชาชนไม่พอใจจนออกมาประท้วง พบว่าเกิดจากปัญหาระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้ง ความล้มเหลวทางรัฐสภา ฉะนั้นเราต้องคิดว่า ระบอบการเมือเหมาะสมหรือไม่ แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นอิทธิพลของเงินได้ เพราะที่ผ่านมามีแต่การปฎิรูปการเมืองแต่กลับไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวอีกว่า เป็นช่วงวิกฤตที่มีผู้นำมีอำนาจมากที่สุดและปัญญาน้อยที่สุด การเมืองถูกชี้นำจากลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่ง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถทำงานในความเป็นตัวของตัวเอง รัฐบาลอยู่ภาวะรถยนต์ที่ไม่มีเบรก ไม่มีการทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินประชานิยมที่สุดกู่ อย่างนโยบายการรับจำนำข้าว ควรเป็นประชานิยมแบบสวัสดิการสังคมมากกว่าแลไม่ควรมีประชานิยมมาเกี่ยวข้อง
"วิกฤตในปัจจุบันมีการใช้งบประมาณแผ่นดินในทางการเมืองและประโยชน์ส่วนตัวค่อนข้างสูงการคอรัปชั่นที่มีอย่างกว้างขวางมากกว่าสมัยอดีต การคอรัปชั่นเงิน คอรับชั่นนโยบาย ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา"
ศ.ดร.ชัยอนันต์ ยังระบุอีกว่า แนวโน้มความเป็นเผด็จการของรัฐบาลสูง ยิ่งรัฐบาลมีเสียงข้างมากขนาดไหนก็สามารถออกกฎหมายได้ แม้จะมีประชาชนคัดค้าน เช่นกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงอำนาจเผด็จการที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกทางราชการก็ต้องสยบให้กับการเมือง นอกจากนี้ยังมีเรื่องวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลในขณะนี้ลดต่ำลง ประชาชนไม่เชื่อใจรัฐบาล ทำให้การเมืองทุกวันนี้เป็นการเมืองนอกสภา
อย่างพรรคประชาธิปัตย์คาดเหลืออดจึงลาออกมาเคลื่อนไหว และที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะหมดหวังสิ้นหวังกับสส.และรัฐสภา ที่ออกฎหมายยกความผิดไม่เป็นความผิดกับคนที่เคยเผาบ้านเผาเมือง ฝ่ายตุลาการจึงเป็นองค์การที่คนให้ความหวังมากขึ้น เช่นเดียวกับการเมืองที่ปลูกฝังให้เป็นปฎิปักต่อประมุขถือเป็นเรื่องอันตรายของคนบางกลุ่ม นั่นเป็นวิกฤตทางจิตวิญญาณ เรื่องจิตวิญาณเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
"วิกฤตภาวะผู้นำ ที่มีเหมือนก็ไม่มี เพราะผู้นำไม่แสดงวิสัยทัศน์ทางสังคม การฝ่าวิกฤตไปได้ไม่ควรเสนอเพียงแค่การปฎิรูป. แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขคือเราจะต้องทำอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ระบบอาจเป็นเรื่องปัญหาของตัวบุคคล ความโลภ ผลประโยชน์ เพราะกฎหมายประเทศไทยยังไม่เด็ดขาดเหมือนจีน เกาหลี การลงโทษไม่หนักพอ" ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าว







