posttoday
โครงการลงทุนทวายต้องลุ้นกันเหนื่อย

โครงการลงทุนทวายต้องลุ้นกันเหนื่อย

19 พฤศจิกายน 2556

คงจะต้องลุ้นกันอีกพักใหญ่ๆ ว่า โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย บนเนื้อที่ 204.5 ตารางกิโลเมตร เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี ตอนใต้ของประเทศพม่า

โดย...จตุพล สันตะกิจ

คงจะต้องลุ้นกันอีกพักใหญ่ๆ ว่า โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย บนเนื้อที่ 204.5 ตารางกิโลเมตร เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี ตอนใต้ของประเทศพม่า ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือ 3 ชาติ คือ ไทย พม่า และญี่ปุ่น จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

หลังมีกระแสข่าวว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งถือสัญญาสัมปทานในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย กับการท่าเรือแห่งประเทศพม่า มาตั้งแต่ปี 2553 สั่งถอนคนงานและเครื่องจักรออกจากไซต์งานทวายแล้ว

ส่วนรัฐบาลพม่าเองก็สั่งเดินหน้าเปิดประมูลแบบนานาชาติ คัดเลือกนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนท่าเรือขนาดเล็ก ถนนลาดยางแอสฟัลต์ 2 เลน เชื่อมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายถึงชายแดนไทย ที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และนิคมอุตสาหกรรมเฟสแรก รวมมูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า

สถานการณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ กำลังจะถูกเขี่ยพ้นโครงการทวาย

ล่าสุด บริษัทขอให้ทางรัฐบาลพม่าพิจารณาจัดสรรที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย 2.8 หมื่นไร่ ให้บริษัทลูกของบริษัท อิตาเลียนไทยฯ คือ บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ (DDC) ซึ่งมีแผนร่วมมือกับกลุ่มอมตะ คอร์ปอเรชั่น พัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดเบาในเฟสแรก

ทว่า การเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 78 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลพม่ายื่นเงื่อนไขว่า หากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ต้องการได้รับการจัดสรรที่ดินไปพัฒนา บริษัทจะต้องลงทุนท่าเรือขนาดเล็ก และถนนลาดยาง 2 เลน

บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ยอมรับได้ แต่ได้ยื่นเงื่อนไขกลับไปให้รัฐบาลพม่าว่า ขอให้โครงการลงทุนถนนและท่าเรืออยู่ภายใต้การลงทุนของ Dawei Special Economic Zone (DSEZ) ซึ่งก็หมายความว่า เงินลงทุนทุกบาทที่บริษัทลงทุนจะได้คืนทั้งหมด เมื่อมีบริษัทร่วมลงทุน (เอสพีซี) เข้ามารับไม้ต่อในแต่ละโครงการ

ท้ายที่สุดในการเจรจาทั้งในรอบและนอกรอบไม่ได้ข้อยุติ กลายเป็นปมที่จะส่งผลให้โครงการทวายเดินหน้าต่อไปไม่ได้

นี่เป็นเหตุให้รัฐบาลพม่าตัดสินใจเปิดประมูลทั้ง 3 โครงการในลักษณะเปิดการประมูลนานาชาติ

“สาเหตุที่รัฐบาลพม่าตัดสินใจเปิดประมูลเป็นการทั่วไปสำหรับโครงการลงทุนทวายเฟสแรก เช่น ถนน ท่าเรือ เพราะมีข้อตกลงกับบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจเข้ามาลงทุนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ซึ่งมีรัฐบาลไทยสนับสนุนเต็มที่ แต่ไม่สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลพม่าต้องการได้” แหล่งข่าวคณะทำงานฝ่ายไทย ระบุ

นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่นที่จะมาลงทุนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ต้องการความเป็น “อิสระ” ในการพัฒนาโครงการ โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงข้อเรียกร้องใดๆ ของบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่และเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญกับญี่ปุ่นได้

เหตุผลดังกล่าวทำให้รัฐบาลพม่ามีท่าทีที่ต้องโอนอ่อนตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น จึงเป็นที่มาของการกีดกันบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ที่ผูกขาดการลงทุนแต่เดิมพ้นทางไป

“ผมไม่แปลกใจที่พม่าจะไม่ยอมให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ทำงานต่อ เพราะการพัฒนาโครงการทวายล่าช้ามาก เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือติละวาที่พม่ายกให้ญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาไปได้เร็วมาก” อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากยังจำกันได้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่ได้อยู่ในภาวะสิ้นไร้ไม้ตอก กระทั่งหานักลงทุนมาร่วมทุนในการพัฒนาโครงการทวายระยะแรกในกรอบวงเงิน 1.27 แสนล้านบาทไม่ได้

เพียงแต่นักลงทุนรายใหญ่ที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ชักชวนมาลงทุนนั้น รัฐบาลพม่าไม่ค่อยปลื้มนัก โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีนที่มีอิทธิพลในพม่าในระดับสูงมาก นับตั้งแต่พม่าปิดประเทศเป็นต้นมา การถ่วงน้ำหนักการลงทุนจากต่างชาติให้อยู่ในระดับ “สมดุล” เป็นสิ่งที่รัฐบาลพม่าจำเป็นต้องทำ

นี่จึงกลายเป็นโจทย์หินที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ต้องหาแหล่งทุนอื่นจากที่อื่นๆ ซึ่งยากลำบากไม่น้อยไปกว่าการอพยพคนในพื้นที่และชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่ถนนตัดผ่าน 8.3 หมื่นคน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั่วโลกจับตามองการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า

ส่วนคีย์แมนฝ่ายไทยอย่าง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทยพม่า เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (เจซีซี) เรียกว่า มีท่าทีเอาใจช่วยบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่น้อย เพราะเป็นบริษัทไทยที่ไปคว้าสัญญาสัมปทานพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่จากรัฐบาลต่างชาติ

นิวัฒน์ธำรง ถึงกับการันตีสถานะบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ว่ายังมีที่ยืนในโครงการทวาย

“พม่าไม่ได้เขี่ยบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ทิ้ง เขายังมีสิทธิได้เงินที่ได้ลงทุนในโครงการก่อนหน้านี้ 6,000 ล้านบาท และมีสิทธิที่จะเข้าร่วมลงทุนในบริษัทร่วมทุน (SPC) ตามที่บริษัทสนใจ เพราะเขาได้ทำเอ็มโอยูอีกฉบับกับพม่าที่เมืองไทยก่อนหน้านี้” นิวัฒน์ธำรง กล่าว

แต่นั่นก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าเป็นใบสั่งจากคนสำคัญเหนือรัฐบาลหรือไม่ แม้ว่า เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะเคยบอกว่า “ได้ขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งท่านก็ไปเจรจากับรัฐบาลพม่าให้ เพราะโครงการนี้มีความสำคัญกับประเทศไทย และเป็นเกตเวย์ของคนไทย ซึ่งท่านก็ช่วยเจรจาแรกๆ เท่านั้น”

เปรมชัย ยังให้เครดิตกับฝีมือการเจรจากับนิวัฒน์ธำรงที่เจรจากับรัฐบาลพม่า ทำให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่ต้องถูกฉีกสัญญา “ท่านนิวัฒน์ธำรงเป็นผู้เจรจาทั้งหมด เพราะเขามีวิธีเจรจากับพม่าแบบเปิดอก สุดท้ายทางพม่าก็เข้าใจ”

ฉะนั้น การเจรจาเดินหน้าโครงการทวายที่จะมีการประชุมเจซีซีในวันที่ 21 พ.ย.นี้ เป็นที่จับจ้องอย่างยิ่งว่าโครงการจะเดินหน้าอย่างไร ท่ามกลางผลประโยชน์ของ 3 ประเทศ

โดยเฉพาะเงื่อนไขในการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ ที่เปลี่ยนมือผู้ถือสัญญาสัมปทานทวายจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ มาเป็นบริษัท เอสพีวี หรือ บริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวลล๊อปเมนท์ ที่ถือหุ้นร่วมกันระหว่างไทย พม่า และญี่ปุ่นที่จะเข้ามาถือหุ้นร่วมกันในอนาคต

เนื่องเพราะ 1.ญี่ปุ่นที่ต้องการลงทุนในโครงการอย่างมาก ต้องลงทุนในโครงการได้ โดยไม่ติดอยู่บนเงื่อนไขที่เสียเปรียบ โดยเฉพาะการจ่ายเงินลงทุน 6,000 ล้านบาท ที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ลงทุนไปก่อนหน้านี้

2.บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ที่มีรัฐบาลไทยเป็นพนักอิงหลังให้อยู่ จะหาแหล่งทุนมาลงในโครงการอย่างไร และต้องเดินหน้าโครงการล่าช้าให้เร็วที่สุด

และ 3.จุดยืนของรัฐบาลไทยในการดูแลการลงทุนเอกชน โดยที่ไม่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์กับเอกชนเฉพาะราย และการลงทุนโครงการทวายต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

น่าสนใจติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท