เงินดอลลาร์จะล่มสลายไหม
มีคำถามคาใจผมอยู่คำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่มักจะถูกถามบ่อยๆ ว่า มีโอกาสไหมที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะล่มสลาย และถูกแทนที่โดยเงินตราสกุลอื่น ในฐานะที่เป็นเงินตราสกุลที่ใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ และเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศหลัก
มีคำถามคาใจผมอยู่คำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่มักจะถูกถามบ่อยๆ ว่า มีโอกาสไหมที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะล่มสลาย และถูกแทนที่โดยเงินตราสกุลอื่น ในฐานะที่เป็นเงินตราสกุลที่ใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ และเงินที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศหลัก
เท่าที่ผ่านมา ผมไม่เคยเชื่อว่าเงินดอลลาร์จะล่มสลาย หรือเสื่อมค่าลงจนถูกลดบทบาทจากการเป็นเงินทุนสำรองอันดับหนึ่งของโลก และถูกแทนที่โดยเงินยูโร หรือเงินหยวนของจีน อย่างที่มีคนพูดกันมาก เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐ สภาสหรัฐเกี่ยวกับนโยบายการก่อหนี้ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณเมื่อไม่นานมานี้
เหตุผลแรก คือ เศรษฐกิจของสหรัฐใหญ่เกินกว่าที่จะล่มสลาย เพราะถ้าเศรษฐกิจสหรัฐล่มสลายจะมีผลกระทบไปยังประเทศอื่นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ไว้มากมายมหาศาล และต้องการให้เงินดอลลาร์แข็งค่าเพื่อส่งสินค้าไปขายในสหรัฐ
แต่ในหนังสือ AFTER SHOCK ที่ผมพูดถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้แย้งว่า ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มประเทศใดควบคุมตลาดการเงินได้ทั้งหมด เมื่อเวลาเงินตราสกุลใดมีปัญหา นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์เป็นเงินสกุลนั้น ก็จะแข่งกันเทขายออกจากตลาดให้เร็วที่สุด เพราะถ้าออกเป็นคนสุดท้ายก็จะเสียหายจากการเสื่อมค่าของสินทรัพย์มากกว่าการเสื่อมค่าของเงินตราสกุลนั้น
ความเชื่อประการที่สอง คือ เมื่อใดที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยเพราะฟองสบู่แตก เศรษฐกิจอเมริกันจะอยู่ในฐานะที่เปรียบเทียบกันแล้ว จะแข็งแกร่งกว่าเศรษฐกิจยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น ทำให้เงินดอลลาร์มีค่ากว่าเงินยูโร เงินหยวน หรือเงินเยน
ผู้เขียนหนังสือ AFTER SHOCK แย้งว่า จริงอยู่ถึงแม้ว่าถ้าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย เศรษฐกิจอเมริกันจะแข็งแรงกว่าเศรษฐกิจประเทศอื่น แต่ค่าของเงินดอลลาร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเศรษฐกิจอเมริกัน เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่น แต่ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินดอลลาร์
ผู้เขียนระบุว่า เท่าที่ผ่านมาค่าของเงินดอลลาร์ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นเงินดอลลาร์ เมื่อใดที่การลงทุนให้ผลตอบแทนสูง ความต้องการเงินดอลลาร์ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์แข็งตัว แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อใดที่ผลตอบแทนลดลง เงินดอลลาร์ก็จะอ่อนค่าลง และนักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินที่ลงทุนในสหรัฐกลับประเทศ เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ท้องถิ่นที่ไม่ต้องเสี่ยงกับความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเงินดอลลาร์จะไม่ล่มสลาย ก็เพราะถ้าเกิดเหตุเช่นนั้นจริง ผลกระทบจะรุนแรงจนคาดคะเนไม่่ได้ ไม่เฉพาะแค่ชาวอเมริกันในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่จะส่งคลื่นสึนามิไปยังผู้คนทั่วโลกในเกือบทุกประเภท
ผู้เขียนระบุว่า สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ทางการเงินต่างพากันหลีกเลี่ยงที่จะวิเคราะห์หรือวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปได้ที่แท้จริงในเรื่องนี้ โดยตั้งข้อสมมติฐานว่า ถ้าเงินดอลลาร์ล่มสลายจริง หมายถึงวันสิ้นสุดของโลก ซึ่งผู้เขียนบอกว่า ถ้าเงินดอลลาร์ล่มสลาย อาจหมายถึงวันสิ้นสุดของโลกการเงินที่เรารู้จัก แต่ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของโลก และโดยข้อเท็จจริงเงินดอลลาร์ก็ค่อยๆ เสื่อมค่าลงอยู่แล้ว
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่จะไม่ทำให้เงินดอลลาร์ล่มสลาย คือ นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังจะมีการเข้ามาป้องกันมูลค่าของเงินดอลลาร์อย่างถึงพริกถึงขิงของนานาประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางของจีน ซึ่งมีเงินทุนสำรองเป็นเงินดอลลาร์อยู่ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ และญี่ปุ่นที่มีเงินทุนสำรองอยู่ประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์
เหตุผลที่จีนต้องเข้ามาป้องกันรักษาค่าของเงินหยวน ก็เพื่อทำให้ค่าของเงินหยวนล่ำเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกจากจีนกลางถูกเมื่อส่งไปจำหน่ายในสหรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าหมายเลขหนึ่งของจีน และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองของจีน เพราะยิ่งจีนผลิตสินค้าส่งไปขายสหรัฐได้มากเท่าไร ยิ่งเป็นการสร้างงานเพิ่มขึ้นในประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลกแห่งนี้ และยิ่งชาวจีนมีงานทำมากเท่าไร ยิ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของจีนมากขึ้นเท่านั้น
ผู้เขียนหนังสือ AFTER SHOCK ได้แย้งว่า ความพยายามของประเทศอื่นในการรักษาค่าเงินดอลลาร์ จะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้เพราะธนาคารกลางสหรัฐมีข้อจำกัดในการเข้าไปแทรกแซงรับซื้อเงินดอลลาร์เพื่อพยุงว่า เท่าที่ทำได้คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ การสนับสนุนจากธนาคารกลางชาติอื่น อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ระยะสั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ต้องการได้ แต่ในระยะยาวคงไม่มีธนาคารกลางชาติไหนเข้ามาช่วยรับซื้อเงินดอลลาร์ได้ตลอด ค่าของเงินดอลลาร์จึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาด ซึ่งขึ้นอยู่กับผลตอบแทนในการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์
ถ้าเมื่อไรนักลงทุนต่างชาติคิดว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง ในที่สุดจะขายสินทรัพย์นั้นทิ้งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นเงินสกุลท้องถิ่น หรือเงินสกุลอื่นที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์แทน ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐหรือประเทศอื่นจะแทรกแซงหรือไม่ก็ตาม
เหตุผลประการสุดท้ายที่อาจจะทำให้เงินดอลลาร์ล่มสลาย คือ ภาระหนี้จำนวนมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อสิ้นปี 2011 รัฐบาลสหรัฐมีหนี้สูงถึงประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์ (ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 17.5 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งจัดว่าเป็นฟองสบู่ที่รัฐบาลสร้างขึ้น โดยภาระหนี้นี้คิดเป็นประมาณ 7 เท่าของรายได้จากภาษีของรัฐบาล ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ และแนวโน้มยังชัดเจนว่ารัฐบาลยังจำเป็นที่จะต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐยังสามารถก่อหนี้เพิ่มขึ้น แต่ในที่สุดจะถึงจุดที่ทำให้นักลงทุนกลัวที่จะให้รัฐบาลสหรัฐกู้เงินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างชาติ
ถ้าถามว่าจุดนี้จะมาถึงเมื่อไร จุดนี้จะมาถึงเมื่อนักลงทุนต่างชาติเกิดความวิตกกังวลว่า เมื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้วจะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนมูลค่าเท่าเดิม จริงอยู่รัฐบาลสหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรจ่ายหนี้คืนให้เจ้าหนี้ได้ แต่ถ้าการที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์เงินใส่เข้าระบบอย่างไม่ยับยั้ง วันหนึ่งเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดเงินเฟ้อ นักลงทุนที่ได้รับชำระหนี้ในขณะนั้นจะได้รับชำระด้วยดอลลาร์ที่มีค่าน้อยกว่าเงินดอลลาร์ที่นำเข้ามาให้รัฐบาลสหรัฐกู้ เมื่อใดที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจะทยอยลดการลงทุนในสหรัฐ หรืออย่างน้อยไม่ลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
โดยสรุปก็คือ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ Dr.David Wiedemer เชื่อว่า ในเวลาอีกไม่กี่ปี เงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าลงไปอีกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเพิ่มอุปทานของเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางสหรัฐ และการลดลงของอุปสงค์ในเงินดอลลาร์ อันเนื่องมาจากปัญหาความไม่มั่นใจว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ จะให้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ ถ้าเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นในสหรัฐ
ผมเขียนบทความนี้ เพื่อสะกิดใจใครบางคนว่า แม้แต่ประเทศที่ยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก สามารถพิมพ์ธนบัตรได้เองอย่างสหรัฐ ยังกำลังคืบคลานเข้าสู่วิกฤตการเงิน ตามความเห็นของนักวิชาการชาติเดียวกัน เพราะการก่อหนี้ แล้วประเทศเล็กๆ ที่มุ่งแต่จะก่อหนี้โดยคำนึงถึงผลได้แต่อย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลเสีย จะไม่หันมาดูตัวเองบ้างหรือ


