
ข้าราชการอย่าเกียร์ว่าง
ภาวะบ้านเมืองในระยะนี้ค่อนข้างล่อแหลมอย่างมากด้านเศรษฐกิจ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เพิ่งแถลงปรับลดเป้าเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้เป็นครั้งที่ 3 เหลือเพียงอัตราเติบโตเพียง 3% จากเมื่อต้นปีที่คาดว่าจะเติบโตถึง 3.8-4.3%
ภาวะบ้านเมืองในระยะนี้ค่อนข้างล่อแหลมอย่างมากด้านเศรษฐกิจ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เพิ่งแถลงปรับลดเป้าเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้เป็นครั้งที่ 3 เหลือเพียงอัตราเติบโตเพียง 3% จากเมื่อต้นปีที่คาดว่าจะเติบโตถึง 3.8-4.3%
สศช.ยังยอมรับด้วยว่า อัตราเติบโต 3% นั้น ต่ำกว่าศักยภาพปกติของไทย สาเหตุจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ภาวะดังกล่าวตอกย้ำว่า สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นปีเผาจริงตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วนั้น ได้เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ในทางการเมืองหลังจากที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาล มีการเสนอออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยพ่วงการนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคัดค้านอย่างเป็นวงกว้าง และเริ่มจะมีการประจันหน้าระหว่างฝ่ายที่ต่อต้านและฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กันขึ้น
ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยังทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจจะมีการยุบสภา นอกจากเป็นการลดแรงกดดันความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกตั้งใหม่
เวลานี้ประเทศไทยจึงแทบจะกลายเป็นอัมพาต รัฐบาลไม่ได้บริหารประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ เห็นได้จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีการชุมนุม มีการเสนอวาระที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายบริหารประเทศ นอกจากนั้นก็มีแต่การเดินสายของ รมว.คมนาคม และ รมว.คลัง เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ 2 ล้านล้านบาท เท่านั้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเหลือเพียงข้าราชการเท่านั้นที่จะเป็นหลักในการบริหารงานกระทรวงต่างๆ ที่ตนสังกัด เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ เพราะขณะนี้ที่การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ปรากฏว่าเริ่มเกิดภาวะที่ข้าราชการทั้งระดับสูงและระดับล่างชะลอการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าเกียร์ว่างกันบ้างแล้ว เพื่อรอดูทิศทางการเมืองมากกว่าจะสนใจงานในหน้าที่รับผิดชอบ
ซึ่งหากข้าราชการกระทรวงต่างๆ เกียร์ว่างกันหมด จะเท่ากับซ้ำเติมปัญหาประเทศให้แย่ลงไปอีก ข้าราชการจึงควรหันมามุ่งทำงานในหน้าที่ของตนให้เต็มที่ ทั้งงานด้านบริการและการดำเนินงานตามแผนการก่อสร้าง การลงทุน เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณตามตารางเวลาที่กำหนด ช่วยประคองกิจกรรมเศรษฐกิจช่วงนี้ให้ดำเนินต่อไปได้
นี่จึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดินอย่างแท้จริง







