
ต้องคิด
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 น่าจะเติบโตได้ 2.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 นี้ ต่ำกว่าที่คาดหมายอย่างแน่นอน ประกอบกับในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว มีการขยายตัวถึง 18.9% หลังจากปีก่อนหน้านี้เกิดน้ำท่วม ดังนั้น การขยายตัวในไตรมาส 4 ให้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วในระดับสูงคงจะเป็นไปได้ยาก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าการคาดหมายมาก ซึ่งทั้งปีนี้ไม่น่าจะขยายเกิน 1% และยิ่งต้องมาเจอภาวะความไม่สงบทางการเมืองในช่วงนี้ ยิ่งทำให้โอกาสที่ขยายตัวดีขึ้นแทบไม่มีเลย และซ้ำร้ายหากการชุมนุมทางการเมืองเกิดมีความรุนแรงหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกระบอบประชาธิปไตยก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจกระทบไปถึงปีหน้าด้วย
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 น่าจะเติบโตได้ 2.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 นี้ ต่ำกว่าที่คาดหมายอย่างแน่นอน ประกอบกับในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว มีการขยายตัวถึง 18.9% หลังจากปีก่อนหน้านี้เกิดน้ำท่วม ดังนั้น การขยายตัวในไตรมาส 4 ให้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วในระดับสูงคงจะเป็นไปได้ยาก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าการคาดหมายมาก ซึ่งทั้งปีนี้ไม่น่าจะขยายเกิน 1% และยิ่งต้องมาเจอภาวะความไม่สงบทางการเมืองในช่วงนี้ ยิ่งทำให้โอกาสที่ขยายตัวดีขึ้นแทบไม่มีเลย และซ้ำร้ายหากการชุมนุมทางการเมืองเกิดมีความรุนแรงหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกระบอบประชาธิปไตยก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจกระทบไปถึงปีหน้าด้วย
การที่ประชาชนจำนวนมากจากทุกแขนงออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นับเป็นสิทธิที่ทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย และต้องถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งทำให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรต้องรับฟังและได้ถอยในเรื่องดังกล่าวแล้ว ประกอบกับวุฒิสภาได้คว่ำ พ.ร.บ.นี้แล้ว และก็เชื่อแน่ว่ากระแสคัดค้านมากมายขนาดนี้คงไม่มีใครกล้าที่จะนำกลับขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แต่การที่ฝ่ายค้านพยายามสร้างกระแสเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ทางการเมืองอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้มีการหยุดงานและไม่จ่ายภาษี ซึ่งจะสร้างผลกระทบให้กับประเทศอย่างมาก หากเป็นผู้นำฝูงชนธรรมดาก็พอจะเข้าใจได้ แต่นี่เป็นแกนนำของพรรคการเมืองที่น่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศมากกว่าผลทางการเมือง และนับเป็นโชคดีที่สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และหน่วยงานเอกชนต่างๆ รวมถึงองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว เพราะจะทำให้ประเทศสูญเสียอย่างมาก โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ออกมาบอกว่าการไม่จ่ายภาษีก็ถือเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง และเห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้จบสิ้นลงแล้ว ควรจะเลิกการชุมนุมนอกจากนี้ผลการชุมนุมยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาไทย เพราะกลัวความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่ได้เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวของไทย โดยจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องต้องหยุดชะงักลง
นอกจากนี้ การประกาศยกระดับการชุมนุมพร้อมทั้งการลาออกของ สส.ของพรรคฝ่ายค้านหลายท่าน โดยประกาศว่าถึงรัฐบาลจะยุบสภาก็จะไม่ลงเลือกตั้ง ทำให้นึกถึงปี 2549 ก่อนที่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารที่พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมลงเลือกตั้ง ซึ่งหวังว่าเหตุการณ์อย่างนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะจะทำให้ประเทศต้องถอยหลังไปอีกมาก และความเชื่อถือของต่างประเทศจะตกต่ำถึงขีดสุด ตามที่ WEF ได้เคยวิเคราะห์ประเทศไทยว่าปัญหาอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถแข่งขันของประเทศไทยคือ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและมีการปฏิวัติ และที่ต้องคิดและน่าเป็นห่วงมากสุดคือ การที่เกิดมวลชนขึ้นทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น โอกาสที่จะเกิดการรัฐประหารก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก
และต้องนับเป็นโชคดีของประเทศไทย ที่คำตัดสินของศาลโลกในคดีเขาพระวิหารไม่ได้ออกมาที่จะทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งการชุมนุมในวันอ่านคำพากษานับเป็นวันที่มีผู้ชุมนุมมากที่สุด และอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ ไม่อยากจะรู้สึกว่ามีคนไทยบางคนถึงกับจะยอมเสียดินแดนเพื่อที่จะใช้เป็นเหตุผลในการที่จะยกระดับการชุมนุมเพียงเพื่อที่จะล้มรัฐบาลให้ได้ ทั้งๆ ที่หากมองย้อนหลัง ปัญหาที่กัมพูชายื่นฟ้องให้กับศาลโลกตีความก็เกิดมาจากรัฐบาลที่แล้วมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกับรัฐบาลกัมพูชา ถึงกับมีการยิงอาวุธสงครามเข้าใส่กันในบริเวณที่มีข้อพิพาท ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลกัมพูชาอาศัยความขัดแย้งรุนแรงนี้ สามารถยื่นตีความกับศาลโลกได้ อีกทั้งยังมีการส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นเข้าไปในบริเวณข้อพิพาทเพื่อยุแหย่ให้เกิดปัญหา ส่งผลให้คนไทยยังต้องติดคุกอยู่ในกัมพูชาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผู้เขียนมีข้อมูลในเชิงลึกว่า รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้มีความต้องการที่จะมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับไทยถึงกับต้องยิงอาวุธเข้าใส่กันและต้องการจะยุติข้อพิพาทกับรัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยได้เรียกร้องผ่านผู้ใหญ่ของไทยที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาให้ช่วยเข้ามาประสานในการแก้ปัญหา โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชาน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ โดยยินดีเจรจาเพื่อให้มีการจัดการในพื้นที่ที่เป็นปัญหาร่วมกัน แต่ผู้นำของรัฐบาลในขณะนั้นกลับไม่ให้ความสนใจ โดยอาจจะหวังผลทางการเมืองในประเทศมากกว่า เรื่องนี้ผู้ที่ทราบเรื่องดีที่สุดคือ พล.อ. มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์
และที่ต้องคิดคือ ในขณะที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่ผู้นำรัฐบาลไทยในขณะนั้นกลับส่งรองนายกฯ สุเทพ ไปแอบเจรจาเรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา







