posttoday
พายุค่าเงินก่อตัวโลกงัดแผนการเงินเข้าห้ำหั่น

พายุค่าเงินก่อตัวโลกงัดแผนการเงินเข้าห้ำหั่น

19 พฤศจิกายน 2556

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามต่อสู้กับความเสี่ยงภาวะเงินฝืดที่กำลังส่อเค้าปกคลุมไปทั่วยุโรป ทว่าหากพิจารณาจากบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังคุกรุ่นควบคู่ไปด้วยจะตระหนักได้ว่า ทิศทางของอีซีบีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กลไกทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา

หากแต่นี่คือการขยับเข้ามาเล่นใน “สงครามค่าเงิน” ที่บรรดาเสาหลักทางเศรษฐกิจโลกกำลังใช้เป็นกลยุทธ์พลิกฟื้นประเทศของตนเองกันอย่างถ้วนหน้า ไล่ตั้งแต่ สหรัฐ ญี่ปุ่น มาจนถึงยุโรป และกำลังขยายวงไปยังเขตเศรษฐกิจขนาดเล็กอีกหลายประเทศที่ได้รับความบอบช้ำจากตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

มาริโอ ดรากี ประธานของอีซีบีได้ยอมรับเป็นนัยเองว่า แม้การลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 0.25% จะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดค่าเงินยูโร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เป็นองค์ประกอบที่ทำให้อีซีบีตัดสินใจดำเนินกลไกทางการเงินครั้งนี้ด้วย

“อย่างที่คุณทราบดีว่า อัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป้าหมายทางนโยบายหลักของอีซีบีเป้าหมายของเราคือการรักษาเสถียรภาพทางราคาในระยะกลาง อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางราคา ซึ่งเราให้ความสำคัญต่อเรื่องเหล่านี้” ดรากี แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายยังจับตาด้วยว่า อีซีบีอาจดำเนินนโยบายยกสองตามมาด้วยการดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (แอลทีอาร์โอ) ให้ธนาคารพาณิชย์ตามมาในภายหลังอีกด้วย หากธุรกิจของยุโรปยังไม่สามารถแข่งขันได้มากพอ

ก่อนการลดอัตราดอกเบี้ยของอีซีบีนั้น หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่า เหตุใดสภาพเศรษฐกิจของกลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนที่ยังคงง่อนแง่นและขยายตัวได้ต่ำเกินคาดเพียง 0.7% ในไตรมาส 3 กลับสวนทางกับค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นอย่างร้อนแรง ทั้งเมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นและเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสองประเทศผู้นำการลดดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องของโลก ซึ่งรายหลังนี้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

ภาคเอกชนของยุโรปเองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันในฤดูแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรในไตรมาสนี้ สายการบินลุฟต์ฮันซา ในเยอรมนี กล่าวโทษว่าการแข็งค่าของเงินยูโรคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผลกำไรพลาดเป้าจากที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูจากฝรั่งเศส แอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี ที่กล่าวโทษเงินยูโรหลังจากที่บริษัทมีรายได้ลดลง 6%

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่กว่า 1,280 แห่งในญี่ปุ่น กำลังทำผลประกอบการไตรมาส 3 ได้สูงที่สุดในรอบ6 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐ โดยรายได้สุทธิของกลุ่มทุนเอกชนแดนปลาดิบพุ่งแตะระดับ 5.5 ล้านล้านเยน ในขณะที่ผลกำไรก็ยังปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่ 2.25 ล้านล้านเยนเช่นเดียวกัน

แม้ว่าการฟื้นตัวของบริษัทเหล่านี้จะเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างและลดต้นทุนเพื่อพยุงบริษัทตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องกว่า 15% ในปีนี้ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้บริษัทเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการส่งออก หลังจากที่ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินซื้อคืนพันธบัตรมาอย่างต่อเนื่องกว่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2012

ขณะที่สหรัฐนั้น แม้ว่าเงินอัดฉีดซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่สามารถกระตุ้นการค้า การใช้จ่าย และการจ้างงานได้มากเท่าที่ควร ทว่าก็ช่วยให้ภาคการเงินซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตลาดบ้านและที่อยู่อาศัยทยอยฟื้นตัวมาได้จากภาวะฟองสบู่แตกในปี 2007 ขณะที่ตลาดหุ้นยังคงเดินหน้าพุ่งทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องในปีนี้

ทิศทางล่าสุดของอีซีบีจึงนับเป็นสัญญาณชั้นดีที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ที่สุดแล้วสงครามค่าเงินโลกที่นำโดยสหรัฐและญี่ปุ่นก็จะส่งผลกระทบไปถึงทุกฝ่าย และทำให้แต่ละประเทศไม่มีทางเลือกนอกจากใช้วิธีเดียวกัน ทั้งการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ย” และการ “อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ” เพื่อชะลอการแข็งค่าของสกุลเงินในประเทศ จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญกระทบศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออก

ไม่เพียงแต่ความเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุน จนอีซีบีต้องเข้าสู้ศึกสงครามค่าเงินโลกด้วยการประเดิมลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ทว่าในขณะนี้ หลายประเทศต่างก็กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ธนาคารกลางของเช็ก นับเป็นรายล่าสุดที่ประกาศเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีเพื่อกดดันค่าเงินโครูนาที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินหลักของโลก ซึ่งการแทรกแซงดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินของเช็กอ่อนค่าลงทันที 4.4% เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทางด้านธนาคารกลางเปรู ก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยลดลง 0.25% มาอยู่ที่ 4% หลังจากที่เศรษฐกิจ ซึ่งอิงอยู่กับการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในภาวะซบเซาลงอย่างหนัก

เพราะยิ่งเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วทั้งโลก พร้อมทั้งมีสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในหลายประเทศ เนื่องจากประชาชนยังไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ภาวะเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ตัดสินใจใช้กลยุทธ์กดค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และจะยิ่งทำให้สงครามค่าเงินรุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“เรากำลังได้เห็นยุคใหม่ของสงครามค่าเงินที่กลับมาอีกครั้ง” นีล เมลเลอร์ นักยุทธศาสตร์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนิวยอร์กเมลลอน ให้ข้อสรุปกับบลูมเบิร์ก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ