
เศรษฐกิจไทยสลบไม่ฟื้น
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ของปีนี้ยังคงชะลอตัว โดย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) แถลงเมื่อวานนี้ โดยปรับลดเป้า การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 จาก 3.8-4.4% ลงเหลือ 3% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยทุกตัว ยกเว้นการท่องเที่ยว ปรับตัวลดลงจากตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ครั้งก่อน
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ของปีนี้ยังคงชะลอตัว โดย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) แถลงเมื่อวานนี้ โดยปรับลดเป้า การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 จาก 3.8-4.4% ลงเหลือ 3% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยทุกตัว ยกเว้นการท่องเที่ยว ปรับตัวลดลงจากตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ครั้งก่อน
ทั้งนี้ เป็นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า การลงทุนภาครัฐต่ำกว่าเป้า เงินลงทุนภายใต้โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และการลงทุนระบบน้ำเบิกจ่ายไม่ได้ ส่งผลให้คาดว่าการลงทุนภาครัฐปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.3% สศช.จึงต้องปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปีลงมา
“ไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้อยู่ แต่เนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วเศรษฐกิจขยายตัวสูงถึง 19.1% ตัวเลขไตรมาส 4 จึงขยายตัวได้ไม่สูงนัก น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1% กว่าๆ และคาดว่าทั้งปีจะโตได้ 3% โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราโตไม่ได้ 45% เพราะเราส่งออกได้ต่ำ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ขายของไม่ได้ ก็กระทบแน่” อาคม กล่าว
อาคม ระบุว่า 9 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกของไทยขยายตัว 0.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่ต่ำ ซึ่งไม่เฉพาะไทยเท่านั้นที่มีปัญหาการส่งออก ประเทศอาเซียนต่างได้รับผลกระทบทั้งนั้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ฟื้นตัวไม่ชัดเจน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ติดลบ 6 ไตรมาส
“ปีหน้าตัวสำคัญ คือ การส่งออกและการลงทุน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างมาก เราไม่ได้ลงทุนมานาน แต่หากกฎหมายกู้เงินไม่ผ่าน รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาลงทุนให้ได้ เช่น กู้เงินตามปกติ ใช้เงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และใช้งบประมาณบางส่วน ทำให้การก่อสร้างเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด” อาคม กล่าว
นอกจากนี้ เงื่อนไขที่ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวที่ 45% คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวและ การลงทุน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556 ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับปี 2555 ในปี 2555 ยังมีการลงทุนของภาคเอกชน ภาครัฐในการฟื้นฟูกิจการน้ำท่วมมหาอุทกภัยปี 2554 ขณะที่ผู้บริโภคได้ชะลอการใช้จ่ายลง ภาคธุรกิจก็ระมัดระวังการลงทุน ขณะที่อุปสงค์ตลาดต่างประเทศจะมีแนวโน้มฟื้นฟูแต่ก็เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่เข้มแข็ง และปัจจัยการเมืองในประเทศก็มีผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
ส่วนปี 2557 ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยแนวโน้มจะเติบโตมากกว่าปี 2556 เศรษฐกิจยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น แต่การคาดหวังพึ่งสินค้าส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้คงยากขึ้น การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง สหรัฐมีปัญหาด้านการคลัง ยุโรปก็ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน ส่วนญี่ปุ่นก็ยังต้อง ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ฟื้นต่อเนื่อง ประกอบ กับอัตราการว่างงานในสหรัฐและยุโรปมีสูง ความต้องการซื้อสินค้าก็มีจำกัด
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อไปว่า อยากให้ภาคธุรกิจมีความคาดหวังกับความเป็นจริง ไทยเราพึ่งเศรษฐกิจจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น แต่ต้องหาโอกาสใหม่ๆ มาชดเชย โดยเฉพาะการลงทุนในอนุภูมิภาค ภาคเหนือนั้น โอกาสและความท้ายทายยังมี จุดยุทธศาสตร์ของพิษณุโลกและภาคเหนืออยู่ในเส้นทางระเบียงการเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าอิสต์เวสต์ อิคอนิมิกคอริเดอร์ ยังสามารถทำการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศอาเซียนและจีนตอนใต้ที่มีประชากร 300 ล้านคน และมูลค่าการค้าชายแดน เป็นชี้ให้เห็นแล้วว่า การค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2552 มีมูลค่าการค้าชายแดน 41,000 ล้านบาท ปี 2555 มีมูลค่าการค่าถึง 79,000 ล้านบาท
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเผยต่อว่า ภาคธุรกิจนักลงทุนยังมีโอกาสในการเตรียมความพร้อมและก้าวสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การสร้างแบรนด์สินค้า เดิมทีไทยเป็นฐานในการรับจ้างผลิต ได้เกราะสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่าจ้างแรงงานถูก ที่ไม่สามารถเป็นจุดแข็งได้ ควรพัฒนาสินค้าสร้างแบรนด์ของตัวเอง
ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม และขนาดการลงทุนที่เล็กลงไม่ใช่เฉพาะธุรกิจใหญ่ๆ เท่านั้น ทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ บีโอไอก็มีมาตรการส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศ







