
ไทย-ปากีฯร่วมมือทุกมิติการพัฒนา
ไทยและปากีสถานเห็นพ้องให้ความร่วมมือทุกมิติ พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค และระดับโลก
ไทยและปากีสถานเห็นพ้องให้ความร่วมมือทุกมิติ พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค และระดับโลก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับนายมูฮัมหมัด นาวาซ ชารีฟ (H.E. Mr. Muhammad Nawaz Sharif) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ร่วมหารือข้อราชการเต็มคณะ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสรุปประเด็นในการหารือว่า ผู้นำทั้งสองต่างยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งหลังจากการหารือกัน ณ กรุงอิสลามาบัดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลปากีสถานที่ให้การตอนรับเป็นอย่างดีในครั้งนั้น และขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมงานประชุม Connect Asia-Pacific Summit 2013 นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีปากีสถานต่างเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี
ด้านความสัมพันธ์ ไทยและปากีสถานต่างมองว่าทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและมีความสำคัญในภูมิภาค ทั้งสองจึงยินดีเสริมสร้างความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งทั้งไทยและปากีสถานมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการรักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกๆระดับต่อไป ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีปากีสถานได้เชิญชวนให้บริษัทไทยไปร่วมลงทุนและพัฒนาธุรกิจพลังงานในปากีสถาน
ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองประเทศมีความยินดีที่คณะกรรมการการค้าร่วม(Joint Trade Committee: JTC) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้เริ่มดำเนินงานแล้ว ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม JTC ครั้งที่สอง ช่วงต้นปี 2557 นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการหารือถึงความเป็นไปได้ของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและปากีสถานในการประชุมครั้งถัดไปและจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากรัฐบาลปากีสถานช่วยเหลือไทยจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำปากีสถานเพื่อสนับสนุนการค้าระดับทวิภาดีระหว่างสองประเทศต่อไป ไทยและปากีสถานต่างมั่นใจว่าทั้งสองจะสามารถบรรลุการเพิ่มมูลค่าการค้าเป็นสองเท่าภายในปี 2561
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียินดีต่อการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม (Joint Business Council) และใช้โอกาสนี้เชิญชวนภาคเอกชนปากีสถานให้เดินทางมาลงทุนในไทย นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีปากีสถานต่างสนับสนุนการทำข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกฎหมายและหลักเกณฑ์การทำธุรกิจระหว่างกัน โดยทั้งสองเชื่อว่าข้อตกลงเรื่องสิทธิประโยชน์และการป้องกันในการลงทุนจะช่วยเพิ่มระดับการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศได้ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันและแลกเปลี่ยนข้อมูลใน 3 ด้านหลักคือ 1.บริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัย 2.ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ 3.การบริหารจัดการการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือ Micro finance
ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยไทยมีความสนใจเรียนรู้ประสบการณ์การรับมือกับกลุ่มก่อการร้ายจากปากีสถาน ทั้งสองต่างยินดีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Combating Terrorism and Certain Other Crimes ระหว่างไทยและปากีสถานในต้นปีหน้า นอกจากนี้ไทยประสงค์จะขอความรู้จากปากีสถานในการบริหารข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับเพื่อนบ้านเช่นอินเดีย เพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามแนวชายแดน
ความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการทำข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยของทั้งสองประเทศ และยินดีที่มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในเรื่องการพัฒนาอาหารฮาลาล โดยไทยหวังว่าจะได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และทำความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องที่ไทยเชี่ยวชาญ อาทิ ด้านเกษตรกรรม การท่องเที่ยว อัญมณี การประมงเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และสาธารณสุข ทั้งสองเห็นพ้องที่จะพัฒนาความร่วมมือในเรื่องอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามุสลิม โดยเฉพาะการวิจัย ออกแบบ และการควบคุมคุณภาพเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลกเช่นเดียวกับความร่วมมือในเรื่องอุตสาหกรรมอัญมณี
ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะสนับสนุนความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดงานแสดงนิทรรศการ Gandhara ที่กรุงเทพฯ และสนับสนุนให้มีงานแสดงศิลปะแขนงอื่นๆ
ความร่วมมือระหว่างปากีสถานและอาเซียน ทั้งสองฝ่ายหวังว่าความร่วมมือระหว่างปากีสถานกับภูมิภาคอาเซียนและในเวทีนานาชาติจะแข้มแข็งขึ้น โดยไทยยินดีที่ปากีสถานประสงค์ที่จะยกระดับสถานะความสัมพันธ์อาเซียน - ปากีสถานเป็นประเทศคู่เจรจาอย่างเต็มรูปแบบ (full dialogue partner) และคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาในแนวทางบวก
ความร่วมมือพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณปากีสถานที่สนับสนุนเวทีการประชุมกำหนดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียและแปซิฟิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ รวมถึงการสนับสนุนไทยในการสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) วาระปี 2558-2560 โดยไทยยินดีสนับสนุนปากีสถานในการสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสมาชิกสภาบริหารสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU Council) สำหรับความร่วมมือในกรอบ Asia Cooperation Dialogue (ACD) นายกรัฐมนตรีขอบคุณปากีสถานที่ให้ความสำคัญในเวทีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้เชิญนายกรัฐมนตรีปากีสถานเข้าร่วมประชุม ACD Summit ที่เชียงใหม่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การสร้างความเชื่อมโยงในเส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Route) จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และตะวันออกกลางเข้าด้วยกันซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าปากีสถานจะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้
สำหรับเวทีองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ว่าไทยยังมีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ปี 2541 แต่ไทยยินดีพัฒนาความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับOIC พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยกำลังแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี โดยให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนโดยคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอัตลักษณ์และสิทธิของคนในพื้นที่
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีปากีสถานร่วมกันแถลงข่าวผลการหารือ ณ ตึกสันติไมตรี หลังใน ครอบคลุมในเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์และการขยายความร่วมมือในสาขาต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนทั้งสอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความร่วมมือพหุภาคี
จากนั้น นายกรัฐมนตรีปากีสถานลงนามในสมุดเยี่ยมและชมของที่ระลึก ณ ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล







