
นักวิชาการแนะไทยเน้นพัฒนาพระวิหารร่วมเขมร
นักวิชาการแนะคนไทยควรก้าวข้ามเรื่องเสียดินแดน แต่ควรเน้นพัฒนาพื้นที่พระวิหารร่วมกันระหว่างสองประเทศ
นักวิชาการแนะคนไทยควรก้าวข้ามเรื่องเสียดินแดน แต่ควรเน้นพัฒนาพื้นที่พระวิหารร่วมกันระหว่างสองประเทศ
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “คำพิพากษาศาลโลก คดีเขาพระวิหาร 1 สัปดาห์เมื่อฝุ่นจาง” ว่า เรื่องปราสาทพระวิหารเปรียบเสมือนเป็นคดีแย่งมรดกที่จะต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาลแต่คดีนี้เป็นคดีที่ตัดสินโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก เมื่อมีผลคำตัดสินออกมา ฝ่ายแพ้ก็จะบอกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม เรื่องดังกล่าวตอกย้ำให้เราเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การแข่งขันฟุตบอลไทย-กัมพูชา ที่แข่งขันจบแล้วแต่คนเชียร์ไม่ยอมแพ้ ดังนั้นคดีปราสาทพระวิหารจึงถือเป็นประเด็นประวัติศาสตร์ เพราะผลการตัดสินออกมา แม้กัมพูชาได้ แต่ก็ไม่ใช่ตามที่ต้องการทั้งหมด และไทยก็ไม่ได้เสียอย่างที่วิตก ดังนั้นตนจึงมองว่ากึ่งเจ๊ากึ่งเจ๊ง
"หากดูจากแผนที่ตัวจริง คือแผนทีอินโดจีนและสยาม ซึ่งไทยบอกว่าไม่เคยรับแผนที่ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องจริง เพราะตอนนั้นยังไม่มีประเทศไทย เป็นเพียงประเทศสยาม เนื่องจากประเทศไทยเกิดเมื่อปี 2482 ดังนั้นไทยทำแผนที่ร่วมกับฝรั่งเศส หรือ เรียกให้เข้าใจแผนที่ภาคผนวก 1 หรือ 1:200,000 จึงเรียกได้ว่าเป็นแผนที่แบร์นาร์ด ชาติเดชอุดม"นายชาญวิทย์ กล่าว
นางพวงทอง ภวัครพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อศาลโลกรับตีความ คนไทยส่วนใหญ่ติดใจว่าไทยแพ้หรือชนะ ซึ่งเรื่องนี้พูดไม่ได้ เพราะศาลไม่ได้ตัดสินตามคำขอของกัมพูชาทั้งหมด แต่แผนที่ 1:200,000 ไม่มีผลผูกพันกับไทย เพราะถ้าทำแบบนั้นภูมะเขือก็จะถูกรวมไปด้วย
การที่บอกว่าศาลไม่ได้บังคับในการปฏิบัติตาม แต่แผนที่มีทั้งหมด 11 ระวาง ซึ่งใช้ปักเขตแดน ไทย ลาว กัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับว่าแผนที่บางส่วนมีประโยชน์กับไทย แต่ก็ต้องใช้ควบคู่กับสนธิสัญญาปักปันเขตแดนตะวันออก เหมือนที่ผ่านมาก็เลือกวิธีการจัดการดังกล่าวในพื้นที่ร่มเกล้าติดกับลาว ดังนั้น อย่าเข้าใจว่าไทยไม่ใช่แผนที่นี้
ส่วนการที่ไทยยึดเส้นรั้วลวดหนาม ศาลไม่ได้ตัดสินตามต้องการ เพราะเกิดจากฝ่ายเดียว และนอกเหนือขอบเขตศาลจะพิจารณา พื้นที่พิพาทก็ยังคงอยู่แม้กระทั่งภูมะเขือ เพราะศาลก็ยังไม่ได้บอกว่าภูมะเขือเป็นของไทย ดังนั้น จำเป็นต้องเจรจาต่อไป รวมถึงการปักปันพื้นที่ภายใต้เส้นตามแผนที่ด้วย
“มีคำถามว่าไทยต้องทำตามคำพิพากษาศาลโลกหรือไม่ ซึ่งวรรค 105 มีใจความว่า ไม่จำเป็นที่ศาลต้องพิจารณาว่าภาระหน้าที่ที่ไทยต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นภาระต่อเนื่องตามที่กัมพูชายืนยันหรือไม่ เพราะในการพิจารณาครั้งนี้ ไทยได้ยอมรับว่าไทยมีภาระหน้าที่ทางกฎหมายทั่วไปและต่อเนื่อง ที่จะเคารพต่อดินแดนของกัมพูชา ซึ่งครอบคลุมดินแดนพิพาททุกกรณีที่ศาลเห็นว่าอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา”นางพวงทอง กล่าว
สำหรับเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องเอาเข้าตามมาตรา 190 หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็น เพราะเป็นพิจารณาต่อเนื่องจากจากคดีความเมื่อปี 2505 อีกทั้ง ตอนนี้ยังไม่มีการทำข้อตกลงหรือทำสัญญาใดๆ และมาตรา 190 เป็นหนังสือที่ต้องทำระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีประเทศภาคี แต่กรณีไม่มีเนื่องจากกัมพูชาไม่ลงนามกับไทยด้วย
นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า คำพิพากษาศาลโลกครั้งนี้ ที่เสีย คือ เสียค่าโง่ทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะไทย คือ ทำให้ตัวเองถ้อยหลังกลับไปเมื่อ 51 ปีที่แล้ว เพราะคำพิพากษาศาลโลกทั้งหมด ได้อานามบริเวณปราสาทพระวิหารไว้แล้ว
นอกจากนี้ ที่ผ่านมามีการปิดบังข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ด้วยการตัดเอาถ้อยคำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ระบุว่าไม่ยอมรับคำพิพากษาศาลโลกเพียงประโยคสุดท้าย ว่า “วันหนึ่งข้างหน้าเราจะเอาปราสาทกลับคืนมา” แต่ไม่ได้บอกว่าวันหนึ่งคือเมื่อไหร่
“แต่คำปราศรัยจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งสาระสำคัญตอนหนึ่ง คือ คำพิพากษาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ซึ่งถือเป็นการยอมรับ แต่การชุมนุมหลายพื้นที่กลับตัดบทความนี้ออกไป ด้วยกลไกมือที่มือไม่เห็น ทำให้สังคมไทยไม่สามารถเข้าสู่ข้อเท็จจริงได้ ทำให้เข้าใจว่าจอมพลสฤษดิ์ไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นการต่อสู้ความเท็จ”นายธำรงศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลโลกตัดสินในวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าไทยยอมรับ เมื่อศาลโลกตัดสินออกมาแล้ว ควรมองจะใช้ประโยชน์อย่างไร ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ พยายามออกมาขอร้องว่าอย่าพูดถึง ซึ่งส่วนตัวคิดว่านักวิชาการพูดได้ เพราะประชาชนต้องการความรู้ และส่วนใหญ่เป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้มีผลผูกมัดกับรัฐบาล เพราะข้อพิพาทเรื่องพื้นที่เป็นเรื่องธรรมดาของโลกสมัยใหม่ มีกันทุกประเทศ ซึ่งจะต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ด้วยวิธีการพูดคุยเจรจาเท่านั้น
นางมรกต (เจนจินดา) ไมยเออร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒม ประสานมิตร กล่าวว่า ปัญหาเรื่องเขตแดนตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่อยากเสนอทางออกระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคตภายหลังศาลโลกมีคำตัดสิน คือ การสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนให้มากขึ้น เช่น มรดกโลกข้ามพรหมแดน ด้วยการทำโครงการขึ้นมาเพื่อดูแลวัฒนธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนทางออกที่มองไปข้างหน้าในการอยู่ร่วมกันระหว่างทั้ง 2 ประเทศได้







