
จีนปฏิรูปเศรษฐกิจไทยส่งออกโต3.3%
ผลจากการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 พ.ย. 2556 ได้เผยถึงจุดยืนของรัฐบาลจีน ในการปฏิรูปกลไกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างบูรณาการในหลายด้าน เพื่อเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทำให้เห็นถึงสาระสำคัญหลายประการ ที่อาจมีนัยสำคัญบ่งชี้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจจีน รวมถึงภูมิภาคในระยะต่อไป
ผลจากการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 พ.ย. 2556 ได้เผยถึงจุดยืนของรัฐบาลจีน ในการปฏิรูปกลไกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างบูรณาการในหลายด้าน เพื่อเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทำให้เห็นถึงสาระสำคัญหลายประการ ที่อาจมีนัยสำคัญบ่งชี้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจจีน รวมถึงภูมิภาคในระยะต่อไป
สาระสำคัญเน้นปฏิรูปกลไกตลาด ยกระดับความเป็นเมือง ผสานจีนกับพลวัตเศรษฐกิจโลก ปรับระบบเศรษฐกิจสู่กลไกตลาดมากขึ้น เพิ่มบทบาทของเอกชนในระบบเศรษฐกิจ
ความเปลี่ยนแปลงที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปของจีนในระยะข้างหน้า คือ การที่รัฐจะทำการปฏิรูปกลไกตลาดให้มีบทบาทอย่างชัดเจนต่อระบบเศรษฐกิจ ภายในปี 2563 โดยผลักดันผ่าน 1) การปรับกฎระเบียบการดำเนินธุรกิจให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดของเอกชน ทั้งจากภายในจีนเองและจากต่างประเทศ เพื่อเปิดรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและบริหารจัดการ นำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และ 2) การปรับลดบทบาทของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร โดยการปรับกติกาและกลไกต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น อาทิ การปรับให้นโยบายด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผ่อนคลายมากขึ้น แม้มีการวางจุดยืนชัดเจนว่า ภาครัฐจะยังคงบทบาทของการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหลักต่อไป แต่บทบาทของเอกชนก็มีแนวโน้มจะได้รับการส่งเสริมมากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับนโยบายของจีนในระยะก่อนหน้านี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะที่ผ่านมา ทางการจีนได้ดำเนินการหลายด้านที่สอดคล้องกับแนวทางการปรับตัวสู่กลไกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะกลไกทางการเงินที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงชัดเจน นับตั้งแต่การที่ธนาคารกลางมีนโยบายต่อค่าเงินหยวนในเชิงค่อนข้างผ่อนคลายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินหยวนมีทิศทางเคลื่อนไหวตามปัจจัยตลาดมากขึ้นในช่วงดังกล่าว และล่าสุดในปีนี้ธนาคารกลางมีการยกเลิกขั้นต่ำ (Floor) ของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และประกาศใช้ Loan Prime Rate ซึ่งกำหนดโดยธนาคารพาณิชย์ 9แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ระบบอัตราดอกเบี้ยเสรีต่อไป
ทั้งนี้ มองว่าในระยะข้างหน้าทางการจีนน่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดการปฏิรูปและผลักดันให้มีความคืบหน้ามากขึ้น โดยให้เริ่มทดลองจากในเขตพื้นที่นำร่องและเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ก่อนที่จะมีการปรับใช้ในภาคส่วนอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป ดังเห็นได้จากความพยายามของทางการจีน ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ซึ่งรัฐได้ผ่อนคลายกฎระเบียบการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจในภาคบริการในหลาย
ประเด็น (อาทิ การลดเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ และการเปิดเพิ่มสาขาที่อนุญาตให้ธุรกิจต่างชาติดำเนินการ) พร้อมวางเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกในปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิรูปในภาพใหญ่ข้างต้น
ยกระดับความเป็นเมือง พัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น
นโยบายการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อช่วยผลักดันบทบาทของเอกชนในระบบเศรษฐกิจ โดยผลักดันให้ประชาชนได้เข้าถึงดอกผลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างปราศจากความเหลื่อมล้ำระหว่างในเมืองและชนบท และผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งน่าจะมีความสอดคล้องกับหลายนโยบายที่คาดการณ์มาก่อนหน้านี้ ได้แก่ การปฏิรูประบบการเกษตร ให้กระบวนการในห่วงโซ่การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจรวมไปถึงการปฏิรูประบบทะเบียนบ้าน (Hukou) โดยให้แรงงานย้ายถิ่นจากชนบทเข้าถึงสวัสดิการสังคมตามระบบทะเบียนบ้านในเมืองได้
นอกจากนั้น รัฐอาจผลักดัน “Social safety package” สำหรับประชาชนทั่วประเทศ อาทิ บำนาญผู้สูงอายุ และการประกันสุขภาพ เพื่อช่วยสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตและช่วยให้ประชาชนมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพิ่มบทบาทการบริโภคเอกชน และลดบทบาทการลงทุนของภาครัฐ ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคลังรัฐบาลท้องถิ่น การให้ความสำคัญของการสร้างสมดุลรายรับและรายจ่าย เพื่อเข้าสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืนต่อไป
ปฏิรูปสร้างเสถียรภาพจากภายใน และหนุนเศรษฐกิจจีนสู่บทบาทระดับนานาชาติ
ด้วยนโยบายการปรับโครงสร้างและวางรากฐานการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพจากปัจจัยภายใน แม้ว่าอาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างต่อจังหวะการเติบโตในระยะสั้น ดังเห็นได้จากการเติบโตของจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2556 ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ไตรมาส จากผลของการคุมเข้มภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี หากจีนสามารถประคองให้การดำเนินนโยบายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะยาว ก็น่าจะมีผลให้จีนสามารถประคองอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพในระยะข้างหน้าได้ แม้จะไม่ร้อนแรงเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (25452555) ซึ่งอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 10.3% โดยสำหรับในปี 2556 นี้ จีนยังต้องการรักษาอัตราเติบโตจีดีพีให้ไม่ต่ำกว่า 7.2% ต่อปีในระยะข้างหน้า เพื่อรักษาระดับการจ้างงานให้เพิ่มขึ้นปีละ 10 ล้านคน และคงระดับอัตราการว่างงานในเขตเมืองไม่ให้เกินกว่า 4% และการตั้งเป้าเพิ่มจีดีพีและรายได้ต่อหัวเป็น 2 เท่าภายในปี 2563 จากระดับในปี 2553 คาดว่ารัฐบาลจีนน่าจะยังคงประคับประคองเศรษฐกิจในปี 2556 ให้เติบโตได้ในกรอบ 7.37.7% โดยมีค่ากลางที่ 7.5% ขณะที่ในปี 2557 น่าจะยังเติบโตได้ที่ราว 7.2% (กรอบประมาณการ 7% ถึง 7.5%)
นอกจากนั้น ด้วยทิศทางในระยะยาวที่จีนมุ่งเน้นการจัดการกลไกทางเศรษฐกิจให้มีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2563 นับเป็นปัจจัยส่งเสริมให้จีนสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งในระยะข้างหน้า จากที่ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก โดยแผนยุทธศาสตร์ของจีนในระยะข้างหน้า นอกจากการส่งเสริมการค้ากับประเทศต่างๆ ผ่านการกระชับความสัมพันธ์ในความตกลงในกรอบต่างๆ และการออกไปลงทุนในต่างประเทศของวิสาหกิจจีนแล้ว ยังมีในมิติด้านการเงิน โดยการส่งเสริมบทบาทของเงินสกุลหยวนในเวทีโลกอีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพต่อที่จะช่วยเติมเต็มบทบาทของจีนในระดับโลกในระยะข้างหน้าทั้งสิ้น
ด้วยแนวโน้มดังกล่าวนับเป็นโอกาสสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งไทยในการร่วมเครือข่ายการค้าและการลงทุนกับจีนที่นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น (ทั้งนี้ อาเซียนและจีนมีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะด้านการค้าที่ในปัจจุบันอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน รองจากสหภาพยุโรปและสหรัฐ) และด้วยการที่จีนคงเดินหน้าส่งเสริมมูลค่าการค้าและการลงทุนกับอาเซียนให้เพิ่มขึ้น คงนำมาซึ่งการเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและจีนที่ทวีความแน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจจีนอาจไม่เติบโตร้อนแรงในระดับ 2 หลักดังที่เคยเป็นมา แต่ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพระยะยาวและมีคุณภาพมากขึ้น ก็ย่อมมีส่วนให้การส่งออกของไทยไปจีนยังเติบโตต่อเนื่องตามไปได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีนในปี 2557 น่าจะประคองตัวให้ขยายตัวเป็นบวกได้ที่ราว 3.3% (กรอบประมาณการ 4.5% ถึง +7.5%) หลังจากที่อาจหดตัวเล็กน้อย 1% (กรอบประมาณการ 2.5%ถึง +0.5%) ในปี 2556







