
ไวท์ลายเศรษฐกิจไทยเร่งวิกฤติรอบใหม่
การขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ นอกจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัวทำให้การส่งออกชะงัก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ นอกจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัวทำให้การส่งออกชะงัก และยังมาจากปัจจัยภายในทั้งการบริโภค การลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวอย่างรุนแรงแล้ว จนทำให้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 5-6% ต่อปี เหลืออยู่อย่างเก่งแค่ 3% ต่อปีเท่านั้น
ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เหมือนตกลงจากหน้าผายังมาจากความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการใช้นโยบายประชานิยมสร้างภาระหนี้สินก้อนโตจนทำให้ประเทศอยู่ในภาวะถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลัง
นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตความน่าเชื่อถือตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นการสร้างตัวเลขเกินจริง ทำให้มีการคาดหวังเศรษฐกิจเกินตัว
กรณีที่เห็นได้ชัด คือ การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลปี 2555 มีการตั้งเป้าการส่งออกไว้ 15% แต่การส่งออกไปได้ไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลไม่ยอมปรับประมาณการตัวเลขลงให้ตรงกับความเป็นจริง
ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่เป็นถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยังออกมาระบุว่า การที่รัฐบาลตั้งเป้าส่งออกไว้สูงเกินจริงโดยไม่ปรับลดลง เพราะต้องการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า White lie หรือภาษาไทยเรียกว่าโกหกสีขาว ซึ่งถือเป็นการโกหกเพื่อสร้างความมั่นใจเทียมๆ ให้กับนักลงทุนและประชาชนเข้าใจผิด
การโกหกสีขาวของรองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการอย่างหนัก ว่า เป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่ใช้ข้อมูลเท็จในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากตัวเลขการส่งออกในปี 2555 ที่ผ่านมารัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำสวนทางกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างมาก ทำให้กระทรวงพาณิชย์ถูกจับจ้องอย่างมากว่ามีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหักล้างอารมณ์ของประชาชนที่รู้สึกของแพงและกำลังโจมตีรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขของแพงได้
ยังมีเรื่องมาตรการรถคันแรกที่รัฐบาลตีฆ้องร้องป่าวทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2555 โตได้ถึง 6.4% แต่ปัญหาที่ตามมาคือรัฐบาลต้องหาเงินมาจ่ายคืนถึง 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระกับงบประมาณตั้งแต่ปี 2556 ไปจนถึงปี 2558 ที่สำคัญกว่านั้นมาตรการรถคันแรกได้ดึงกำลังซื้อของปี 2556 ไปจนเกือบเกลี้ยง ทำให้เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชนดับสนิทจนเศรษฐกิจดิ่งลงอย่างแรงจากที่ตั้งเป้าไว้เดิม
หรือแม้แต่นโยบายดอกเบี้ย รัฐบาลก็พยายามแทรกแซงให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกระตุ้นการส่งออก สวนทางกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการตรึงดอกเบี้ยไว้หรือปรับขึ้น เพื่อดูแลไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไปจนเป็นปัญหา
แต่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลบิดเบือนและจะส่งผลร้ายกับประเทศมากที่สุด หนีไม่พ้นโครงการจำนำข้าวที่ 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินไปแล้วถึง 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งก็เกินกรอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าต้องใช้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลซิกแซ็กให้ใช้เงินสำรองของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายไปก่อน
รวมทั้งยังไม่สามารถลดกรอบการใช้เงินให้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท แต่ใช้วิธีดึงเงินจากที่ต่างๆ มาโปะให้เหมือนลดได้ เป็นการทำตัวเลขบัญชีเท่านั้น
ที่เห็นได้ชัดคือตัวเลขการขาดทุนจำนำข้าวที่ทั้งนักวิชาการและสถาบันจัดอันดับอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกมาระบุว่าจะขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลของคณะกรรมการปิดบัญชีข้าวของรัฐบาล แต่รัฐบาลก็พยายามตัดตอนทางบัญชีเพื่อให้การแสดงผลขาดทุนไม่ถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี
ทุกครั้งที่มีใครออกมาระบุว่า การขาดทุนสูงถึงปีละ 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะเดินหน้าโต้ว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็ไม่เคยแสดงตัวเลขที่แท้จริงของโครงการรับจำนำข้าวว่ามีผลขาดทุนเท่าไรได้เสียที หรือแม้แต่การจำนำข้าวรอบใหม่ ปี 2556/2557 ที่ต้องใช้เงินอีก 2.7 แสนล้านบาท ที่มีแนวโน้มต้องกู้ใหม่ทั้งก้อน แต่รัฐบาลก็ยังบอกว่าจะใช้เงินจากการระบายข้าว เพราะไม่ต้องการให้ยอดการใช้เงินเพื่อโครงการรับจำนำข้าวสูงแตะ 1 ล้านล้านบาท
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาเตือนไทยในการบริหารเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตรอบใหม่ โดยเสนอให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ที่จะสร้างผลขาดทุนให้ไทยเป็นภาระการคลังจนไม่สามารถทำงบประมาณให้สมดุลปี 2560 แล้ว ยังจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยสูงถึง 53% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2561 ซึ่งไม่ตรงกับที่รัฐบาลประมาณการไว้ว่าหนี้สาธารณะของไทยจะไม่เกิน 50% จีดีพี
ไอเอ็มเอฟยังแนะนำให้ไทยต้องเตรียมพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สวนทางกับรัฐบาลไทย ที่ยังมองว่าดอกเบี้ยของไทยควรจะอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการลงทุน
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังประมาณการเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.1% ต่อปี ต่ำกว่าที่รัฐบาลประมาณการไว้ โดยกระทรวงการคลังที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 3.7%
แน่นอนว่า กิตติรัตน์ได้ออกมาตอบโต้รายงานของไอเอ็มเอฟอย่างรุนแรงว่าไม่เข้าใจพื้นฐานข้อมูลเศรษฐกิจไทยและมีการคาดการณ์ที่คลาดเคลื่อน ซึ่งการออกมาตอบโต้ของรัฐบาลกลายเป็นเรื่องปกติที่แวดวงเศรษฐกิจรับรู้มาตลอด 2 ปีที่รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจ ว่า ใครที่วิจารณ์มาตรการหรือนโยบายของรัฐบาลในทางลบจะถูกรัฐบาลโต้หักล้างทันที
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นวิกฤตของเศรษฐกิจไทย เพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจโดยที่ไม่ฟังเสียงสะท้อนจากภายนอก แม้แต่องค์กรการเงินระหว่างประเทศหรือสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก
นอกจากรัฐบาลไม่ฟังใครแล้ว ยังคงซุกตัวเลขไม่ดีจากมาตรการต่างๆ ไว้ใต้พรม และให้ตัวเลขที่เกินจริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสีเทาให้กับนักลงทุน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวได้ยาก เพราะการบริหารเศรษฐกิจขาลง รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจด้วยความโปร่งใส ให้ข้อมูลที่แท้จริงกับนักลงทุนและประชาชน การไวท์ลายเพื่อบริหารเศรษฐกิจให้รอดจากวิกฤตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และมีแต่จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาและเกิดวิกฤตรอบใหม่เร็วขึ้น







