มาเลเซียโมเดล
“ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน คุณจะยอมรับค่าไฟราคาแพงได้ไหม”
“ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน คุณจะยอมรับค่าไฟราคาแพงได้ไหม” คือ คำถามที่ รังสรรค์ อัฐมโนลาภ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โยนให้กับคณะสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหินมานจูง (MANJUNG) ประเทศมาเลเซีย ร่วม 35 ชีวิต
“หวังว่าทุกคนคงจะเชียร์ ถ้าไม่เชียร์ก็ต้องรับราคาที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต” ใครบางคนกล่าวขึ้นด้วยท่วงทำนองทีเล่นทีจริงระหว่างการเดินทาง
พื้นที่ 325 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 2,000 ไร่ ทางชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซีย เขตรัฐเปรัก คือที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินมานจูง ผืนดินแห่งนี้ถูกรัฐบาลสร้างขึ้นอย่างจำเพาะด้วยการ “ถมทะเล” ห่างจากชุมชนออกไป 10 กิโลเมตร
เทคโนโลยีชั้นสูง ถ่านหินสะอาด (ซับบิทูมินัส และบิทูมินัส) ระบบขนส่งและการลำเลียงที่ทรงประสิทธิภาพ คือจุดเด่นของโรงไฟฟ้าถ่านหินมานจูง โดยสถานที่แห่งนี้มีกำลังการผลิตสูงถึงวันละ 2,100 เมกะวัตต์ (3 โรง โรงละ 700 เมกะวัตต์ และขณะนี้อยู่ระหว่างสร้างโรงที่ 4 และ 5 อีกโรงละ 1,000 เมกะวัตต์)
ทว่าคุณสมบัติเพียงเท่านี้ คงไม่เพียงพอให้ กฟผ.ทุ่มงบจัดทัวร์พาคณะสื่อมวลชนเหินฟ้ามาประจักษ์ถึงการดำเนินงานเต็ม 2 ตาที่น่าสนใจจึงอยู่ที่โรงไฟฟ้ามานจูงสามารถก่อสร้างได้ทันทีหลังจากถมทะเลแล้วเสร็จ ที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีประชาชนคัดค้านแม้แต่รายเดียว
“โรงไฟฟ้าแห่งนี้อยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่สร้างปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม” รังสรรค์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “โรงไฟฟ้ามานจูงบริหารจัดการดีมาก แต่ กฟผ.สามารถทำได้ดีกว่านี้ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกว่านี้”
ซัมซู อาฮมัด กรรมการผู้จัดการโรงไฟฟ้าถ่านหินมานจูงมาเลเซีย บอกว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีบริษัทในเครือการไฟฟ้ามาเลเซียเป็นเจ้าของ 100% โดยก่อนลงมือสร้างมีการพูดคุยกับแกนนำชาวบ้าน 200 คน (จากประชากรในพื้นที่ 7 หมื่นคน) เมื่อแกนนำชาวบ้านไม่คัดค้าน ก็สามารถสร้างได้ทันที
แม้ กฟผ.จะยืนยันตลอดทริปการเดินทาง 4 วัน 3 คืน ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้เป็นต้นแบบความปลอดภัย ไม่ทำร้ายสุขภาพ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จนที่สุดแล้วประชาชนในพื้นที่ยอมรับ
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความจริงอีกบางมุมที่อาจจะยังไม่มีใครบอกคือ “บริบทพื้นที่และระบบการปกครอง” ของประเทศมาเลเซียนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประเทศไทย
ทุกโครงการที่บอกว่า ประชาชนยอมรับนั้น ความจริงอาจจะเพราะว่า กฎหมายของมาเลเซียแทบไม่เปิดช่องให้ประชาชน “ต่อต้าน” หรือ “เห็นต่าง” ทำให้ที่ผ่านมานักเคลื่อนไหวและผู้วิจารณ์รัฐบาลถูกจับเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้โครงการที่รัฐบาลมาเลเซียตัดสินใจก่อสร้างไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ อีกทั้งการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.สื่อและสิ่งตีพิมพ์ ที่บังคับให้สื่อต้องขอใบอนุญาตตีพิมพ์และต่อใบอนุญาตทุกปี โดยสื่อใดไม่มีถือว่าเป็นความผิดอาชญากรรม ส่วนบทบาทของเอ็นจีโอจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างประชาชนกับรัฐบาลไม่ได้ต่อต้าน
ประวัติศาสตร์ตลอด 56 ปี ตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราช ประชาชนไม่เคยคัดค้านหรือต่อต้านโครงการใดของรัฐบาลได้เลยแม้แต่โครงการเดียว ไม่ว่าโครงการนั้นจะดีหรือไม่...? ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเปล่า...?
ด้วยความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศที่ว่าจึงทำให้มีคำถามว่า ... โรงไฟฟ้าถ่านหินแบบมาเลเซียสามารถเป็นโมเดลให้ไทยได้จริงหรือ...?


