
ลดปล่อย CO2 กันเถอะ
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเลือกใช้พลังงานสะอาด
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเลือกใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในขณะที่ประเทศไทยมีแผนการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าวแต่ยังไม่ค่อยเห็นผลเป็นรูปธรรมนัก
ทั้งนี้ เนื่องจากการเลือกใช้พลังงานสะอาดเพื่อการผลิตไฟฟ้า มีทางเลือกที่ไม่มากนักสำหรับประเทศไทย และที่เห็นได้ชัดเจน คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินแม้ขณะนี้จะมีเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแจ้งเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหิน ค่อนข้างยากในประเทศไทย เนื่องจากยังมีบทเรียนฝันร้ายของผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันไทยยังผูกขาดกับการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 6070% ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงมีแผนที่จะลดการใช้ก๊าซฯ ในการผลิตไฟฟ้าลงให้เหลือ 50% โดยจะทดแทนด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินและพลังงานทดแทน
สำนักงานนโยบายและพลังงาน หรือ สนพ. ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติการใช้พลังงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.มิ.ย. 2556) พบว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกประเภท ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้น 2.3% หรือ 120.23 ล้านตัน CO2 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 117.55 ล้านตัน
สำหรับเชื้อเพลิงหลักที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงสุดคือ ภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อยในสัดส่วน 41% รองลงมาเป็นภาคขนส่ง 27% ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 23% และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ 9%
หากเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซ CO2 ของประเทศไทยกับต่างประเทศ จากค่าเฉลี่ย ในปี 2553 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซ CO2 ที่ระดับ 0.553 กิโลกรัม CO2 ต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สูงกว่าประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาที่ปล่อย CO2 เพียง 0.3310.522 กิโลกรัม CO2 ต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เนื่องจากกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้นิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ที่ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซ CO2
อย่างไรก็ดี การประหยัดพลังงาน รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง สนพ.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในประเด็นนี้ ในขณะที่สื่อ Social Media จะเป็นช่องทางที่เข้าถึงคนในยุคปัจจุบันได้มาก จึงได้จัดทำ Facebook และ Twitter ขึ้น เพื่อให้ความรู้ด้านพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประชาชน และทำให้เกิดการลดใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประชาชนผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารด้านพลังงาน และเกร็ดความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมใจลดใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ทาง Facebook Fan Page “Energy Knowledge By EPPO” และ Twitter สามารถ follow ได้ที่ @Eppo_Knowledge







