
รักษาสติให้มั่น
ช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้ดี กรุงเทพฯ ปกคลุมด้วยม็อบใหญ่ๆ จากสองฝ่าย คือ ม็อบหนึ่งนำโดยคนของพรรคประชาธิปัตย์
ช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้ดี กรุงเทพฯ ปกคลุมด้วยม็อบใหญ่ๆ จากสองฝ่าย คือ ม็อบหนึ่งนำโดยคนของพรรคประชาธิปัตย์ อีกม็อบคือม็อบ นปช. โดย นปช. จะชุมนุมวันที่ 19 พ.ย. นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
สถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สู้ดีนี้ ย่อมนำมาซึ่งความวิตกกังวลสู่หลายๆ คน คือ กลัวว่าม็อบสองม็อบจะมาปะทะกัน เกิดความรุนแรง เสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งไม่มีใครอยากจะเห็นแน่นอน
ผมว่าแต่ละคนที่เข้าร่วมม็อบต้องตั้งสติให้มั่น แล้วใช้ปัญญาแยกแยะให้ดี อะไรที่คิดว่าทำแล้วประเทศชาติบอบช้ำ พังทลายเพราะอารมณ์พาไป ต้องหยุด และให้เริ่มที่ใจของตัวเองก่อน
ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ฝึกใจ” เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ เพื่อร่วมฉลองพระชันษาครบ 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช เชื่อว่าหลายคนคงได้รับแจก
เนื้อหาเหมาะมากสำหรับคนไทยในเวลานี้ที่ต้องอ่าน แล้วจะได้นำมาปฏิบัติ มีทั้งหมด 5 เรื่อง ล้วนน่าหามาอ่านอย่างมาก ได้แก่ ความโกรธไม่ดีเลย ขันติย่อมตัดรากแห่งบาปทั้งสิ้น อุปกิเลสเครื่องขวางกั้นบังจิตที่ประภัสสร ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นแสงสว่างของบุรุษ และศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์ เฉพาะเรื่องความโกรธไม่ดีเลย เหมาะมากกับคนไทยในเวลานี้
สมเด็จท่านนิพนธ์ในเบื้องต้นว่า ความมืดที่ครองโลกอยู่นั้นเกิดแต่ความทุกข์ของสัตว์โลกทั้งปวงที่มากมายท่วมท้นจะพรรณนา รวมทั้งเหตุหนึ่ง คือ “ความโกรธ” ที่พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ มีความว่า
“ความโกรธ ครอบงำนรชนใด ความมืดมนย่อมมีเมื่อนั้น”
จริงตามที่สมเด็จท่านอ้างตามพระพุทธศาสนสุภาษิตแท้ เพราะเวลาที่คนเราโกรธนั้น ยิ่งโกรธจัดๆ หรือโกรธที่เรียกว่าจนลมออกหูนั้น มันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จะห้ำหั่นอย่างเดียว ใครจะห้ามก็ไม่ฟัง
และพุทธศาสนสุภาษิตว่า น หิ สาธุ โกโธ ความโกรธ ไม่ดีเลย พระองค์ก็ตรัสว่า ย่อมเห็นด้วยกันทุกคนแน่นอน—ความโกรธไม่ดี ทุกคนรู้ แต่แทบทุกคนเหมือนไม่รู้ แทบทุกคนมิได้ให้ความสนใจที่จะไม่โกรธ
อีกนัยหนึ่งก็คือ แทบทุกคนก็ว่าได้ ไม่สนใจที่จะขจัดความไม่ดีให้พ้นชีวิตจิตใจตน ให้จริงจัง แต่มักจะมุ่งไปจัดการกับความโกรธ คือความไม่ดีที่มีในใจของผู้อื่นเสียมากกว่า
เห็นได้จากที่มักจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า คนนั้นขี้โกรธไม่ดี คนนี้ขี้โกรธไม่ดี มักไม่ค่อยจะมีการกล่าวถึงความโกรธของตัวเองอย่างจริงใจ ว่าเป็นความไม่ดี และก็เพราะพากันไปเพ่งเล็งความโกรธหรือความไม่ดีของผู้อื่น ความโกรธจึงเต็มไปแทบทุกชีวิตจิตใจ ก่อให้เกิดความทุกข์ ความร้อนแผดเผาอยู่ ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลานาที ในทุกผู้ทุกคน
สมเด็จตรัสต่อว่า เพราะกิเลสนั้น ไม่ว่าความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง ต้องแก้ของตนเอง ที่ตนเอง ไปแก้ของผู้อื่น ที่ผู้อื่น หาเกิดผลได้ไม่
และตรัสอีกว่า ความโกรธทำให้จิตกำเริบ ซึ่งเป็นโทษอีกประการหนึ่งของความโกรธที่มีอยู่ในพุทธศาสนสุภาษิต โดยจิตกำเริบก็คือ จิตรุนแรงขึ้นกว่าปกติ กล่าวได้ว่า ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อใด ในผู้ใด ในเรื่องใด ด้วยเหตุใด จิตของผู้นั้นจะร้อนรุนแรง ร้ายกาจรุนแรงขึ้นพร้อมกันในทันที และการทำร้ายกัน ถึงการทำลายชีวิตกัน ก็มีความโกรธเป็นเหตุอยู่มากมาย
พร้อมทรงอ้างพุทธศาสนสุภาษิตมีความว่า “ผู้โกรธจะผลาญสิ่งใด สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนง่าย” และพระองค์ก็ตรัสว่า ฟังความนี้แล้วให้พึงกลัว คือกลัวโทษของความโกรธให้จงหนัก ด้วยความโกรธเพียง “วูบเดียว” ก็ต้องกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนได้ อาจต้องรับโทษประหารชีวิตได้ คนดีๆ คนหนึ่งกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย ต้องโทษประหารได้
นึกถึงผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของความโกรธจนทำสิ่งที่ยากเหมือนง่าย ฆ่าได้แม้บุตร ธิดา ภริยา หรือสามีผู้เป็นที่รัก ฆ่าได้แม้มารดาบิดา ที่มีพระคุณเหนือเศียรเกล้า เหนือชีวิตจิตใจ เมื่อวูบหนึ่งของความโกรธผ่านพ้นไปแล้ว จิตสงบจากความกำเริบแล้ว ร่างไร้ชีวิตไร้วิญญาณของผู้เป็นที่รักที่มีพระคุณท่วมท้นก็นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ซึ่งกรณีแบบนี้ก็มีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งที่รองรับโทษของความโกรธไว้ชัดเจน คือ “ภายหลังเมื่อความโกรธหายแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้”
ตรัสอีกว่า ไม่ใช่ความโกรธของผู้อื่นเท่านั้นที่ไม่ดี ความโกรธของตนก็ไม่ดี และสำหรับตนเองความโกรธของผู้อื่นแม้ไม่ดีเพียงไร ความโกรธของตนเองยิ่งไม่ดีกว่ามากมายนัก เป็นโทษกว่ามากมายนักแน่นอน
พระองค์ขอให้จำไว้ให้มั่นว่า ความโกรธไม่มีคุณ มีแต่โทษ ใครโกรธ คนนั้นมีความไม่ดีเกิดเสมอ และวิธีที่จะไม่ให้ตกเป็นทาสของความโกรธก็คือ ควบคุมความคิดของตัวเองให้ดี คิดอย่างไรจะโกรธก็พยายามควบคุมสติอย่าคิดอย่างนั้น
“ความคิดสำคัญนัก แต่สติสำคัญที่สุด และพึงรักษาสติให้มั่น อย่าให้หลุดลอยเลื่อนไหลไปตามสบาย” พระองค์ทรงย้ำ
อยากให้อ่านกัน แล้วปฏิบัติตามที่ทรงสอนมากๆ เลย ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงเช่นนี้ อย่างน้อยก็เชื่อว่าน่าจะดับไฟร้อนในใจของพี่น้องคนไทยได้หลายคน







