
ล้มระบอบทักษิณ?
บทความนี้เขียนก่อนวันศุกร์ที่ 15 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่าจะยกระดับการชุมนุมไปสู่การ “ปิดเมือง”
บทความนี้เขียนก่อนวันศุกร์ที่ 15 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่าจะยกระดับการชุมนุมไปสู่การ “ปิดเมือง” เพื่อแตกหักล้มล้างระบอบทักษิณและเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จึงไม่แน่ใจว่าขณะที่ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ 17 จะมีอะไรเป็นไปหรือยัง แต่ก็ขอสันนิษฐานตามความเชื่อส่วนตัวว่า น่าจะยังต้องชุมนุมอย่างยืดเยื้อต่อไป
บังเอิญว่าเมื่อวันพุธที่ 13 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากผู้ประสานงานของนายสุเทพให้ไปร่วมหารือเพื่อยกระดับการชุมนุม นัยว่าผู้เขียนนี้ก็สอนรัฐศาสตร์และมีประสบการณ์ทางการเมืองของจริงมาพอสมควร โดยเฉพาะที่เคยทำงานใกล้ชิด “ปรมาจารย์ทางการเมือง” อย่างท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงน่าจะมี “วิทยายุทธ์” หรือกลเม็ดเคล็ดลับอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่นายสุเทพนำเสนอว่าต้องล้มระบอบทักษิณ
ในที่ประชุมมีกลุ่มนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง รวมกันในห้องประชุมที่โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง (ในสถานที่และเวลาที่รัฐมนตรีจาตุรนต์ ฉายแสง มารับประทานข้าวและโดนเป่านกหวีดนั่นแหละ) ราว 20 กว่าคน เริ่มต้นนายสุเทพได้ขอบคุณผู้ที่มาร่วมประชุมที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน และหวังว่าจะต่อสู้ร่วมกันต่อไป แล้วขอให้ช่วยระดมกันมาในวันศุกร์ที่ 15 ให้มากๆ จากนั้นก็ชี้แจงว่าเป้าหมาย “สุดซอย” ของการต่อสู้ครั้งนี้ก็คือ “ล้มระบอบทักษิณ” เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงประเทศ
ผู้เขียนตั้งคำถามนายสุเทพ 2 ข้อ หนึ่ง ถ้าม็อบทำให้รัฐบาลนี้มีอันเป็นไปแล้ว ใครจะมาปกครองเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ สอง จะสมานฉันท์กับคนเสื้อแดงหรือคนที่รักทักษิณนั้นได้อย่างไร เพราะไปล้มคนที่เขารัก ซึ่งนายสุเทพก็ตอบว่า ตัวนายสุเทพเองจะไม่เป็นนายกฯ อย่างแน่นอน ส่วนใครจะมาเป็นนายกฯ และรัฐบาลและจะปกครองกันอย่างไรนั้น ก็ให้ขึ้นอยู่กับประชาชนจะได้ร่วมกันดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องคนเสื้อแดงก็ควรจะหาวิธีการในการสร้างความปรองดองต่อไปด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คงไม่ยาก เพราะถ้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและเป็นประโยชน์เกิดผลดีแก่คนทุกหมู่เหล่า ทุกคนคงให้การยอมรับและช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป
ในการประชุมที่กินเวลากว่า 2 ชั่วโมงนั้น มีการพูดคุยในรายละเอียดอีกมาก แต่ที่ผู้เขียนอยากนำเสนอเป็นข้อสังเกตในบทความนี้ก็คือ ถ้าหากวันศุกร์ที่ 15 นี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล ผลที่ตามมาจากที่ได้รับฟังจากที่ประชุมก็คือ การชุมนุมก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ อย่างที่นายสุเทพได้ประกาศในม็อบไว้เมื่อคืนวันอังคารที่ 12 โดยดูท่าทีของนายสุเทพเหมือนมั่นใจว่าน่าจะ “มีอะไร” เกิดขึ้นในระหว่างก่อนสิ้นเดือนนี้ นั่นก็แสดงว่า ไม่ใช่ด้วยพลังของม็อบแต่อาจจะเป็น “อำนาจพิเศษ” ที่บางคนก็บอกว่า “คือสิ่งที่ทุกคนก็รู้แต่พูดออกมาไม่ได้” บ้างก็ว่าน่าจะเป็นตุลาการภิวัฒน์ จนถึง “กฎแห่งกรรม” ไปโน่น
คืนนั้นผู้เขียนนอนฝันร้ายทั้งคืน!
ไม่ใช่ฝันร้ายเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากม็อบหรือมีใครมาทำอะไรม็อบ แต่เป็นสิ่งที่ถ้าปล่อยให้สภาพบ้านเมืองยังเป็นอย่างนี้ต่อไปน่าจะอยู่กันยาก ทั้งม็อบที่น่าจะยืดเยื้อไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย และ “ระบอบทักษิณ” ที่ผู้เขียนขอเรียกว่า “ระบอบชั่วร้าย” ที่ถ้าหากม็อบที่ต้องการล้มเอาชนะไม่ได้ ระบอบชั่วร้ายนี้คงจะต้อง “ครอบครอง” สังคมไทยไปจนหมดสิ้น
ผู้เขียนนึกถึงคำพูดของลอร์ดแอคตัน ปราชญ์ชาวอังกฤษที่กล่าวว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้ปกครองก็เป็นอย่างนั้น” ซึ่งถ้าหากระบอบแห่งความชั่วร้ายโดยผู้ปกครองที่ชั่วร้ายกำลังปกครองประเทศไทย ก็ย่อมแสดงว่าประชาชนคนไทย “ชั่วร้าย” ไปด้วยกระนั้นหรือ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่มีใครที่มีสติสมประกอบจะยอมรับตรรกะนี้ แต่ถ้าสังคมไทยไม่ช่วยกันกำจัดระบอบและผู้ปกครองที่ชั่วช้าดังว่านั่นแหละ สภาพการณ์อย่างที่ลอร์ดแอคตันท่านว่าคงจะกลายเป็นจริง
ผู้เขียนอยากจะนำเสนอถึงความเชื่อที่ทำให้ผู้เขียนฝันร้าย ว่าความชั่วร้ายที่กำลังจะครอบครองประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร โดยจะอธิบายถึงพัฒนาการของความชั่วร้ายดังกล่าวด้วยทฤษฎี “ความเป็นไปแห่งสังคม” ซึ่งจัดลำดับการแพร่พันธุ์ของความชั่วร้ายเป็น 5 ระดับ ดังนี้
ลำดับเริ่มแรกเรียกว่า “กรรมพันธุ์ หรือDNA ชั่ว” ที่อาจเทียบเคียงได้กับทฤษฎี “กรรม” ในศาสนาพุทธที่ว่า คนเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด และมีกรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เพราะฉะนั้นความชั่วทางการเมืองอันเกิดจากนักการเมืองชั่วๆ ที่เราเห็นอยู่ก็ย่อมเกิดจากบรรพบุรุษหรือผู้ที่ให้กำเนิดนักการเมืองเหล่านั้นที่ชั่วช้าพอๆ กัน คือ มีความชั่วอยู่ในสายเลือด
ลำดับที่สอง “การเลี้ยงดูชั่ว” ที่ภาษาสังคมวิทยาเรียกว่า “การขัดเกลาทางสังคม” (Sociali zation) ที่เริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว ต่อด้วยกลุ่มเพื่อน แวดวงสังคมการงานอาชีพ และกลุ่มที่คนเหล่านั้นไปสังกัด เป็นต้นว่า พรรคการเมือง ฯลฯ ก็ต้องมีความชั่วช้าร่วมด้วย เพราะได้เลี้ยงดูหรือหล่อหลอมให้ผู้ปกครองและนักการเมืองเหล่านี้มีแต่ความชั่วช้านั่นเอง
ลำดับที่สาม “เจตนาชั่ว” สืบเนื่องจากการอบรมกล่อมเกลาที่ชั่ว ก็ย่อมทำให้คนเหล่านี้คิดหรือจินตนาการคาดหวังอะไรไปในทางที่ชั่วๆ โดยตลอด นักจิตวิทยา กล่าวว่า คนที่คิดชั่วนั้นมีที่มาจากการเลี้ยงดู 2 แบบ คือ หนึ่ง เลี้ยงดูแบบตามใจ ไร้ระเบียบวินัยควบคุม จึงเอาแต่ใจ ยโสโอหัง และเห็นแก่ตัว หรือสอง เลี้ยงแบบเข้มงวดกระทั่งมีความคิดอยากแหกคอกหรือแก้แค้นสังคม
ลำดับที่สี่ “กระทำชั่ว” อันเป็นภาพปรากฏหรือรูปธรรมของความชั่วทั้งสามลำดับข้างต้น ถ้าเป็นนักการเมืองก็จะแสดงออกด้วยมีนโยบายหรือแผนการชั่วๆ คิดคดโกง กอบโกย แสดงพลังอำนาจ อยู่เหนือกฎหมาย จนกระทั่งการแสดงความคลั่งแค้น ล้างผลาญได้แม้แต่กับพี่น้องประชาชนของตน ทั้งนี้ก็เป็นด้วยกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู และความคิดจิตใจที่ชั่วร้ายอยู่แล้วนั้น
สุดท้ายคือ “การระบาดของความชั่ว” อันเป็นเพราะคนทั้งหลายเห็นว่าการกระทำชั่วนั้นทำให้คนพวกนี้ยิ่งใหญ่ สุขสบาย มีอำนาจ มีคนนับถือเชื่อฟัง คนทั้งหลายจึงนึกว่าความชั่วนี้เป็นสุดยอดแห่ง “บารมี” ถึงขั้นที่นับถือความชั่วเป็นสรณะ นับถือคนชั่วเป็นศาสดา จึงร่วมกระทำความชั่ว หรือยอมรับว่าความชั่วเป็นสิ่งปกติ จนถึงขั้นนำเอาความชั่วนั้นไปกระทำต่อๆ กัน
ระบอบทักษิณเป็นไปตามทฤษฎีของความชั่วข้างต้นนี้ ลองลำดับดูเถิดว่าทำไมคนจึงยังมีคนที่รักทักษิณเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะเขาโง่เง่าเบาปัญญาแต่อย่างใดดอก เพราะหลายคนก็เป็นดอกเตอร์และมีฐานะสูงส่งทางสังคม แต่เพราะเขารักความชั่วที่เขาได้ประโยชน์นั่นเอง
ล้มระบอบทักษิณจึงเท่ากับล้มความชั่ว







