posttoday
เสียเพื่อนง่ายแค่ปลายนิ้ว

เสียเพื่อนง่ายแค่ปลายนิ้ว

17 พฤศจิกายน 2556

โปรดอย่าใช้เพจนี้เป็นส้วมสาธารณะ มาปล่อยของเน่าๆ แล้วไม่กดชักโครก

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

“โปรดอย่าใช้เพจนี้เป็นส้วมสาธารณะ มาปล่อยของเน่าๆ แล้วไม่กดชักโครก

โปรดอย่าใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ด่าหยาบๆ คายๆ ไม่ว่าจะด่าใครก็ตาม และอย่าเอาภาพและข้อความหมิ่นประมาทใครๆ มาลง เพราะพี่ไม่รับผิดชอบใคร และไม่มีเวลามานั่งเฝ้าคอยลบให้ ขี้เกียจไปเป็นพยานในศาลด้วย

ไม่พอใจก็มีวิธีพูดกันด้วยความจริงได้ ไม่ต้องด่าขนาดนั้น เพราะหากจะด่ากันจริงๆ ฝีปากพี่ไม่เคยแพ้กะเทย แต่ไม่เคยมาระบายอย่างนี้ค่ะ

แทงกิ้วๆๆ ในความร่วมมือเด้อ”

ข้อความบนสเตตัสของ วรวรรณ ธาราภูมิ กูรูคนดังในแวดวงตลาดทุน ผู้แทนจากสภาธุรกิจตลาดทุนไทยที่มีจุดยืนคัดค้านต่อต้านการคอร์รัปชั่น โพสต์ขึ้นเพื่อเตือนเพื่อนในเฟซบุ๊กและผู้ที่ติดตามเพจของเธอที่มีจำนวนหลายหมื่นคน

มูลเหตุของการขึ้นสเตตัสดังกล่าว เพราะมีแฟนเพจเข้ามาแสดงความเห็นต่างทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อนรุนแรง ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของเจ้าตัวที่มีเพจเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารกับเพื่อนและสาธารณชน โดยไม่ต้องการให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน

เพจของวรวรรณเป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจชั้นนำได้แสดงความเห็นในเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างเผ็ดร้อน และก็มีเพื่อนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้มาแสดงความเห็นในเชิงต่อว่า และคิดว่าเราอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนกัน นักธุรกิจท่านนี้ก็ตอบกลับว่าเราเคยเป็นเพื่อนกันด้วยหรือ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ต่างลบอีกฝ่ายออกจากรายชื่อเพื่อน

ปัจจุบันคนไทยได้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กและไลน์ใช้แสดงตัวตน สร้างสรรค์ แจ้งข้อมูลข่าวสาร แต่หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านวาระสามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นต้นมา หน้าเพจต่างๆ ก็มีแต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น มีทั้งฝ่ายเชียร์ฝ่ายค้านและเชียร์รัฐบาลออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

กระแสการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอยของรัฐบาล ได้ทำให้เกิดการโต้เถียง ด่าทอกันอย่างเมามัน มีการแชร์ข้อความและภาพกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้ตรวจสอบที่มาว่าภาพและข้อความที่แชร์มานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยไม่รู้ตัว

การแสดงความเห็นก็มีทั้งแบบสุภาพและหยาบคาย ทุกคนล้วนใส่อารมณ์เข้าหากัน ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ชกต่อย จนถึงขั้นอันเฟรนด์ เลิกเป็นเพื่อนกันไปเลยก็มี

นอกจากนี้ ในแชตไลน์ซึ่งคนไทยนิยมใช้เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกัน โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนนักเรียน เพื่อนร่วมรุ่นเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยตลาดทุน เป็นต้น มักจะตั้งไลน์กรุ๊ปส่งข่าวถึงกัน และเมื่อปัญหาการเมืองก่อตัวขึ้น มีเพื่อนในกลุ่มแสดงความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ว่าจะเข้าข้างรัฐบาลหรือเข้าข้างฝ่ายค้านก็ถกเถียงกันแบบยอมตายไม่ยอมแพ้ จนทำให้ต้องถูกบล็อกออกจากกลุ่มหรือเลิกเป็นเพื่อนกันไป

ประภาส ทองสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) เล่าว่า “เพื่อนผมมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ถึงขั้นทะเลาะกันใหญ่โต จนลบกันออกจากความเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเถียงกันเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น”

ประภาส กล่าวว่า ความเห็นต่างทางการเมืองนั้นเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อถกเถียงกันแล้วก็จบ เพราะคนที่เห็นไม่เหมือนเราก็ไม่ผิดอะไร ถ้าเถียงกันจนเริ่มมีอารมณ์ก็ควรจะหยุด เปลี่ยนเรื่องคุย

“เขาน่าจะเปิดใจรับฟังความคิดที่ต่างกันมากกว่าทะเลาะและอันเฟรนด์เลิกคบกัน” ประภาส กล่าว

สภาพความแตกแยกของสังคมที่มีต้นเหตุมาจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนและคิดว่าตัวเองถูก คนที่คิดต่างผิดนั้น พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้น่าเป็นห่วงและน่าหนักใจกว่าเมื่อช่วง 14 ตุลา และ 6 ตุลา มากนัก ความอึมครึมสับสนทางอุดมการณ์ทางการเมือง ศีลธรรม ไม่ลดลง หากแต่หนักกว่าเดิม ขณะที่คนที่เลือกข้างทางการเมืองและศีลธรรมแล้วก็มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้น ต่างผลักกันให้ไปอยู่ในภาวะสุดโต่งจนหวั่นวิตกว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดอย่างปี 2553 ขึ้นอีก

ท่านว่า ความขัดแย้งของชนชั้นนำนั้นเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยแต่การพัฒนาเศรษฐกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากในเขตเมือง และเกิดความตื่นตัวทางการเมืองมากในหมู่ชนชั้นกลาง และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมชนบทไทยในรอบ 30 ปีก็ทำให้ภาคเกษตรไม่ใช่คนยากจนเหมือนแต่ก่อนแล้ว ขณะชนชั้นกลางในเมืองก็เข้าถึงสื่อมากขึ้น

ท่านว่าแก่นของความขัดแย้งที่ลุกลามอยู่ในเวลานี้คือ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เรียกร้องสิ่งใหม่กับฝ่ายที่ต้องการรักษาของเดิมเอาไว้ "พลังใหม่" คือ นายทุนที่ต้องการอำนาจผ่านการเลือกตั้ง โดยมีพันธมิตรคือ ชนชั้นกลางระดับล่างกับ "พลังเก่า"คือ ชนชั้นนำในภาคราชการ และพันธมิตรคือ ชนชั้นกลางในเมืองซึ่งต้องการจำกัดอำนาจของนายทุนเหล่านั้นเพราะเห็นว่า ต้องการแสวงหาประโยชน์เข้าตัวความขัดแย้งทำให้มีการแขวนป้าย ตีตรากัน เกิดอคติต่อกัน เกลียดชังกันและฟังกันน้อยลง ใครพูดเรื่องความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพก็บอกว่าเป็นเสื้อแดง ใครพูดเรื่องคอร์รัปชั่น คุณธรรม หรือสิ่งแวดล้อม ก็บอกว่าเป็นเสื้อเหลือง

ท่านเตือนสติว่า ความสุดโต่งเช่นนี้จะไม่เป็นผลดีต่อใคร โดยเฉพาะต่อตัวเอง เพราะมันจะปิดใจของเรา ไม่เปิดรับความจริงหรือความเห็นต่าง ซึ่งจะทำให้เราคับแคบและหลงทางได้ง่าย ถ้าเราทนความเห็นต่างไม่ได้ มองเห็นเป็นคนละฝ่ายก็จะเกิดความรู้สึกเกลียดชังขึ้นมา แล้วความโกรธก็จะตามมา ลุกลามเป็นความเกลียด กระทั่งตัดญาติขาดมิตรกัน

เมื่อโกรธเกลียดกันแล้วก็จะมีความกลัวความหวาดระแวงขึ้นมาว่าอีกฝ่ายจะมาคุกคามบั่นทอนในสิ่งที่ตัวเองรักและหวงแหน เช่น ฝ่ายเสื้อเหลืองก็กลัวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกคุกคาม เสื้อแดงก็กลัวประชาธิปไตยถูกโค่นล้มหรือตัดตอน ความกลัวทำให้เกิดความระแวงและต้องจับผิด กลายเป็นว่า ใครไม่สนับสนุนรัฐบาลจากการเลือกตั้งแสดงว่า เป็นพวกไม่หวังดีต่อประชาธิปไตย หรือถ้าไม่แสดงความจงรักภักดีอย่างเป็นรูปธรรมก็เป็นพวกล้มเจ้า

ความกลัวทำให้มองโลกผิดพลาด และเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ง่าย เพราะเห็นแต่ด้านลบของอีกฝ่าย ไม่เห็นด้านดีของกันเลย ทุกวันนี้ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ได้แพร่ระบาดไปทั่ว ทำให้เกิดการผลักไสต่อต้านจนแบ่งข้างแยกขั้วรุนแรง ถึงขนาดอยากใช้ความรุนแรงต่ออีกฝ่าย หรือลิงโลดยินดีเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีอันเป็นไป

ท่านว่าการแบ่งเขาแบ่งเราและแขวนป้ายซึ่งกันและกันว่า เป็นแดง เป็นเหลือง เป็นควายแดง เป็นแมลงสาป เป็นทุนนิยมสามานย์ หรือศักดินาล้าหลังนั้น แท้จริงแล้วมิใช่การใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงการดูถูกอีกฝ่ายเท่านั้น หากแต่แสดงให้เห็นถึงด้านร้ายหรือการหลงติดที่คนผู้นั้นสร้างขึ้นมาด้วย และด้วยการหลงเช่นว่า คนเหล่านั้นจึงคิดว่า จะทำอะไรกับคนอื่นก็ได้ การล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเกิดขึ้นก็เพราะสภาพการณ์เยี่ยงนี้ การล่าสังหารทหารอิรัก โดยทหารอเมริกันซึ่งเปรียบเทียบผู้ถูกล่าว่า เป็นแมลงสาป หรือเป็นการยิงไก่งวงก็เกิดขึ้นเพราะเป็นเช่นเดียวกันเราไม่ควรด่วนแขวนป้ายหรือตีตราใคร เพราะถึงที่สุดแล้วเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีดีมีเลวเหมือนกัน ความขัดแย้งจะไม่สิ้นสุด ถ้าเรายังแบ่งขั้วว่า “ฉันดี แกเลว ฉันถูก แกผิด” การมองแบบขาวดำทำให้เกิดการจองเวรกันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเราเข้าใจว่า เราก็มีส่วนผิด เขาก็มีส่วนถูก ความโกรธ เกลียดและกลัวก็จะลดลง และหันหน้าเข้าหากันง่ายขึ้น ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ต้องลดความยึดมั่นถือมั่นของตนก่อน

ท่านว่า คนพุทธย่อมตระหนักว่า ทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราต้องรู้จักบรรเทาทุกข์และวางใจให้ถูกต้องเพื่อรับมือกับความทุกข์ ใช้ทุกข์ให้เป็นประโยชน์ เมื่อไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ก็ควรบรรเทาผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด หรือจัดการความขัดแย้งนั้นให้เกิดประโยชน์ เหมือนหยุดคลื่นไม่ได้แต่เรียนรู้ที่จะเล่นคลื่นได้

การมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันเป็นจุดเริ่มของการจัดการความขัดแย้ง ไม่ให้ลุกลามเป็นความรุนแรงได้ แต่ถ้าจะทำให้ความขัดแย้งก่อประโยชน์สร้างสรรค์ต้องลดความไม่เป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม หรือการบังคับใช้กฎหมาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเงื่อนไงทางสังคมที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งหรือวุ่นวายได้ ขณะเดียวกัน กระบวนการประชาธิปไตยต้องงให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น เจรจาต่อรองอย่างเท่าเทียม

ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งเท่านั้น สื่อต้องมีเสรี ทุกฝ่ายสามารถใช้สื่อเป็นปากเป็นเสียงได้ ผู้คนต้องมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการทำกิจกรรม สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม หรือพูดง่ายๆ ว่า เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ทุกคนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ต้องมีความเสมอภาคทางการเมือง

ขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่แยกประชาธิปไตยออกจากคุณธรรม เพราะไม่เช่นนั้นก็เท่ากับขาดปราการป้องกันมิให้เกิดความฉ้อฉลเสื่อมทราม ฉะนั้น ผู้ใฝ่คุณธรรมต้องส่งเสริมประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ขณะที่ผู้ใฝ่ประชาธิปไตยต้องสร้างคุณธรรมให้มั่นคงในสังคม รากฐานประชาธิปไตยถึงจะแข็งแรง และสังคมถึงจะสงบสุข เมืองไทยต้องการทั้งประชาธิปไตยและคุณธรรม

แม้หลายปีมานี้ เส้นทางประชาธิปไตยคดเคี้ยวและวิบาก บ้านเมืองอยู่ในวิกฤตแต่ในด้านดีคือ นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกสังคม หลังเปลี่ยนแปลงและจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจได้แล้ว ก็จะเกิดความสงบสุข แต่ก่อนจะถึงกาลนั้น พึงระลึกว่า ความเห็นต่างมีได้และเป็นความรุ่มรวยของสังคม ฉะนั้นอย่าแบ่งขั้วและสุดโต่ง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน