
นัยที่เปลี่ยนไปของม.190
เราได้เคยคุยกันถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 กันไปหลายคำรบ
เราได้เคยคุยกันถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190 กันไปหลายคำรบก่อนที่จะวกไปคุยกันเรื่องการนิรโทษกรรม วันก่อนนั้นเราทิ้งค้างกันไว้ที่การเปลี่ยนแปลงในส่วนของวรรคสองที่เปลี่ยนจาก
“หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว”
กลายเป็น “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”
ทั้งนี้ เนื้อหาดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนและผ่านวาระที่ 3 จากเมื่อตอนฝุ่นตลบของการชุมนุมคัดค้านนิรโทษกรรมได้เริ่มก่อตัวขึ้นไม่นาน สาเหตุที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพราะบรรดานักการเมืองที่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเพื่อประโยชน์บ้านเมืองกับนักการเมืองที่ไม่ต้องการถูกซักค้าน และข้าราชการที่ประสงค์จะถือครองอำนาจการตัดสินใจ เห็นว่าคำว่า “อย่างกว้างขวาง” และคำว่า “อย่างมีนัยสำคัญ” นั้นมีปัญหา เพราะไม่สามารถชี้วัดได้
ท่านที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ย่อมสามารถที่จะบอกได้ว่า คำว่า “กว้างขวาง” นั้น สามารถที่จะชี้วัดได้ และคำคำนี้เป็นคำที่ใช้อยู่บ่อย การชี้วัดหนึ่งคือ การคำนวณขนาดประชากรที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรทั้งหมด ส่วนคำว่า “นัยสำคัญ” ท่านผู้มีความรู้โดยเฉพาะสถิติ ย่อมรู้ว่า “นัยสำคัญ” นั้น สามารถประเมินได้ทางสถิติของขนาดผลลัพธ์
ดังนี้การที่มีผู้หยิบยกว่า หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ไม่สามารถคำนวณหรือชี้วัดได้ จึงไม่เป็นความจริง
การแก้ไขเพิ่มเติมไปเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนเท่านั้น จึงเป็นการทำให้หนังสือสัญญาที่มีความสำคัญกับประเทศชาติเป็นจำนวนมหาศาล ที่โดยหลักการจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา อันเป็นที่รวมกันของผู้แทนของราษฎรที่มีความเป็นตัวแทนมากกว่าแค่รัฐบาล ไม่จำต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เนื่องจากรัฐบาลสามารถที่จะทำไปเองได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น วรรคห้าของมาตรา 190 นี้ ที่เป็นบทบัญญัติกำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับวรรคสองก็ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเช่นกัน และนี่ก็จะทำให้การทำหนังสือสัญญายิ่งเป็นปัญหาและยิ่งไกลออกจากการตรวจสอบของผู้แทนของราษฎรโดยรวมและจากตัวราษฎรเองไปอีกมาก วาระต่อไปเรามาคุยกันเรื่องนี้ต่อครับ







