
5 ปีที่ธนาคารไทยธนาคาร
ธนาคารไทยธนาคารมีกำเนิดเมื่อเดือน ส.ค. พ.ศ. 2541 โดยการควบรวมกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด
ธนาคารไทยธนาคารมีกำเนิดเมื่อเดือน ส.ค. พ.ศ. 2541 โดยการควบรวมกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด เข้ากับธนาคาร สหธนาคาร จำกัด (มหาชน) และอีก 13 บริษัทเงินหลักทรัพย์
เคยมีนักวิเคราะห์ทางการเงินบางคนถามผมว่า ไม่ลำบากใจบ้างหรือที่รับงาน “หิน” ขนาดนี้โดยไม่มีประสบการณ์ทางการเงินและการธนาคาร ผมตอบว่า “ไม่” เพราะผมใช้สามัญสำนึกและความรอบคอบในการกำกับดูแลการบริหารจัดการเป็นหลัก โดยได้เชิญชวนผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานด้วยในคณะกรรมการและช่วยพิจารณาว่าผู้บริหารประจำมีประสบการณ์และทักษะที่เหมาะสมกับสถานการณ์และเชื่อถือได้
คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย นักกฎหมาย นักการธนาคาร นักธุรกิจนักวิชาการ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง และผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น คุณบดินทร์ อัศวาณิชย์ คุณวิเศษ จูภิบาล ร.อ.ชาญชัย ชาญชยศึก ดร.พิบูลย์ ลิมประภัทร ดร.สารสิน วีระผล คุณไสว ยะกาศคะนอง และคุณพีรศิลป์ศุภผลศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่
สำหรับคุณพีรศิลป์ ศุภผลศิริ กรรมการผู้จัดการของ บลจ.กรุงไทยธนกิจ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการของธนาคารใหม่นี้ และได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ต่อไปจนถึงต้นปี พ.ศ. 2552 กระทั่งธนาคาร CIMB จากประเทศมาเลเซียเข้าซื้อหุ้นใหญ่จากกองทุนฟื้นฟูและเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย
คุณพีรศิลป์เป็นคนมีความสามารถสูง ตั้งใจและทุ่มเทให้กับงานเต็มกำลัง ในฐานะกรรมการผู้จัดการคุณพีรศิลป์ได้อุทิศเวลาเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ อย่างน่าชมเชย แม้ในท้ายที่สุดจะไม่สามารถสร้างให้ไทยธนาคารยืนหยัดอยู่ด้วยตนเองได้ แต่ก็ได้ดำเนินการให้ธนาคารมีความมั่นคงจนเป็นที่ดึงดูดกว่าเดิมมาก
ส่วนผมเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการของธนาคารในเดือน มี.ค. พ.ศ. 2542 และดำรงตำแหน่งนี้อยู่ประมาณ 5 ปีเศษ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงแรกของการสร้างธนาคารขึ้นใหม่หลังจากการล่มสลายของสถาบันการเงินในยุคนั้น การบริหารจัดการในช่วงดังกล่าวนี้มีความยุ่งเหยิงและยุ่งยากมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วๆ ไปมากมายนัก
เริ่มต้นจากการที่ต้องหล่อหลอมพนักงานจาก 14 สถาบันให้เข้าเป็นทีมเดียวกัน การจัดการให้พนักงานเกือบ 3,000 คน เข้าในตำแหน่งและหน้าที่ที่เหมาะสมกับความรู้ความชำนาญนั้นเป็นเรื่องยากและสำคัญมาก ถ้าเป็นพนักงานทั่วๆ ไปก็ไม่ยากอะไรเลย แต่หากเป็นผู้บริหารตั้งแต่ระดับกลางหรือระดับสูงแล้ว จะมีความยุ่งยากมากขึ้นอีก รายได้ของแต่ละตำแหน่งซึ่งอาจแตกต่างกันจากองค์กรหลายๆ แห่งที่ควบรวมเข้ามา ต้องมาปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้บริหารบางคนที่รับไม่ได้ก็ยินดีรับเงินชดเชย และไปหางานใหม่ต่อไป
หัวใจของเรื่องนี้คือ ต้องเป็นธรรมและไม่มีการเล่นพวก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมบ้างเป็นระยะๆ เรื่องการหล่อหลอมพนักงานเข้าเป็นทีมเดียวกันนี้ใช้เวลาพอควร เพราะไม่ใช่ทุกอย่างจะลงตัวง่ายๆ เลย
ขณะเดียวกันต้องเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับลูกค้าสำคัญๆ รายตัว เพื่อลดปริมาณหนี้ที่ด้อยคุณภาพออกจากบัญชี เจรจากับกองทุนฟื้นฟู ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สำหรับกติกาการชดเชยหนี้ด้อยคุณภาพ และการแบ่งสัดส่วนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ปิดและเปิดสาขาใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพของธุรกิจในขณะนั้น พร้อมๆ กับการดำเนินการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ทั่วไปในการให้บริการลูกค้า
การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไทยธนาคารเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2543
เรายืนขึ้นในฐานะธนาคารพาณิชย์ของคนไทย บริหารโดยคนไทย เป็นเครือข่ายของรัฐในการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนธุรกิจไทย มีมาตรฐานการดำเนินงานเทียบเท่าสากล โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคมตามหลักการธรรมาภิบาล นอกจากนั้นยังได้ส่งเสริมดนตรีไทย โดยการจัดแสดงดนตรีการกุศลประจำปีภายใต้ชื่อ “ไทยธนาคาร...ภูมิใจไทย” ซึ่งหลายๆ คนคงมีโอกาสได้มีส่วนร่วมบ้างแล้ว
เพื่อความคล่องตัวของการบริหารจัดการได้ปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของกองทุนฟื้นฟูจาก 99% ลงเหลือ 49% โดยกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ สถานภาพของธนาคารจึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจดังเช่นเมื่อเริ่มต้น ทำให้สามารถบริหารโดยใช้กติกาของบริษัทมหาชนเหมือนธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ได้ แต่ความคล่องตัวของการบริหารจัดการนี้ต้องแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขและข้อตกลงเรื่องการชดเชยหนี้เสียที่มีอยู่ในธนาคารที่เข้มงวดขึ้นจากกองทุนฟื้นฟู เพราะถือว่าธนาคารมีความแข็งแรงพอเพียงแล้ว
ก็ถือว่า ได้อย่างเสียอย่าง
เรื่องที่หนักใจที่สุดเรื่องหนึ่งคือการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ที่มีปัญหา มีคนที่รู้จักคุ้นเคยหลายคนที่ร้องขอให้ผมช่วยเหลือผ่อนปรนหรือปรับปรุงเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้มากขึ้นในส่วนที่พอช่วยเหลือได้ ผมก็พยายามทำให้ในขอบเขตที่อธิบายได้ แต่มีหลายกรณีที่ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของเพื่อนฝูงได้ ก็ทำให้กระทบต่อความรู้สึกซึ่งกันและกันบ้าง นับเป็นภาวะหวานอมขมกลืนที่ต้องยอมรับ
มีกรณีหนึ่งที่ผมใจอ่อนยอมอนุมัติให้ผ่อนปรนหลักประกันที่ไม่พอเพียงกับลูกค้าที่เป็นเพื่อนคนหนึ่ง โดยใช้ตำแหน่งประธานเป็นผู้รับรอง ต่อมาเพื่อนคนนี้มีปัญหาทำท่าว่าจะไปไม่รอด ต้องถูกยึดหลักประกันอันไม่พอเพียง
นั่นหมายความว่า ผมต้องรับผิดชอบในส่วนที่เหลือ เพื่อนอีกหลายๆ คนเมื่อทราบเรื่องก็ร่วมกันเข้ามาแก้ไข ทำให้ผ่านวิกฤตไปได้ ดีว่าเป็นเงินจำนวนหลักสิบล้านไม่ใช่ร้อยล้าน มิฉะนั้นผมอาจเป็นลูกหนี้ธนาคารที่ผมเป็นประธานอยู่ คงกระอักกระอ่วนน่าดู
ธนาคารไทยธนาคารเป็นธนาคารขนาดกลางที่มีลูกหนี้ที่มีปัญหาอยู่เป็นจำนวนมาก ยากที่จะดำเนินธุรกิจเยี่ยงธนาคารอย่างมั่นคง ถ้าไม่มีพันธมิตรหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีกำลังทุนและเครือข่ายที่กว้างขวางมาร่วมด้วย ตลอด 5 ปี ที่ผมปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ จึงเน้นให้มีการจัดการภายในให้เรียบร้อย ปรับแต่งปัญหาต่างๆ ให้ลดน้อยลง และเปิดการเจรจากับผู้ที่สนใจจะเข้ามาร่วมทุนหรือซื้อหุ้นใหญ่จากกองทุนฯ ไป
แผนงานนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยอีก 5 ปีต่อมา เมื่อธนาคารซีไอเอ็มบีจากประเทศมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่โดยซื้อหุ้นจากกองทุนฯ จะเปลี่ยนแปลงเป็นธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย
ธนาคารไทยธนาคารมีอายุสั้นๆ เพียงสิบปีเศษ
ผมขอจบวาระประธานกรรมการของธนาคารในปลายปี พ.ศ. 2546 เพราะคิดว่าสมควรที่จะเปิดโอกาสให้คนใหม่ที่มีมุมมองใหม่เข้ามาช่วยคิดช่วยทำต่อ และช่วงเวลานั้นผมก็มีภารกิจใหม่ที่ต้องให้เวลาเต็มร้อยที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์
หน้าที่ใหม่คือการเป็นประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งจะกล่าวในบทต่อๆ ไป
เมื่อมองย้อนหลังกลับไป จึงฉุกคิดได้ว่า ที่กล้ารับงานหินชิ้นนี้เพราะเรามันเป็นประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อนเพราะความไม่รู้มากกว่า
บังเอิญว่า โชคดีที่จบวาระลงได้โดยปลอดภัย







