
ไทยจ่อขึ้นแท่นฮับทองโลก
สภาทองคำชี้ความต้องการบริโภคพุ่ง เป็นฐานส่งออกต่ออินเดีย-เวียดนาม
สภาทองคำชี้ความต้องการบริโภคพุ่ง เป็นฐานส่งออกต่ออินเดีย-เวียดนาม
สภาทองคำโลกเผยไทยจะเป็นฮับหลักทองคำ เหตุปริมาณความต้องการบริโภคทองปรับตัวเพิ่มขึ้น
เว็บไซต์บิซิเนส อินไซเดอร์ เปิดเผยรายงานจากสภาทองคำโลกฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ซึ่งระบุว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นตลาดศูนย์กลางหลักของทองคำ เนื่องจากมีปริมาณความต้องการบริโภคทองคำในฐานะเครื่องประดับเพิ่มขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 3 ไทยมีอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีของเครื่องประดับทองคำอยู่ที่ 57% ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งเติบโตในอัตราปีต่อปีที่ 126%
สภาทองคำโลกชี้ด้วยว่า ปริมาณความต้องการทองคำของไทยปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการที่นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำเนื่องจากความวิตกกังวลว่าค่าเงินบาทของไทยอาจอ่อนค่าลง
“โอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงได้ไปกระตุ้นให้นักลงทุนในไทยต่างหันมาสั่งสมความมั่งคั่งด้วยทองคำ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของภูมิภาคเอเชียที่ปริมาณความต้องการทองคำแท่งภายในตลาดค้าปลีกเครื่องประดับทั่วภูมิภาคมีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้น” รายงานระบุ
กระนั้น เหตุผลข้างต้นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดศูนย์กลางทองคำโลก โดยสาเหตุอีกประการหนึ่งที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับทองคำมาจากการที่ไทยถูกใช้เป็นช่องทางสำคัญในการส่งผ่านทองคำไปยังตลาดอื่นๆ เช่น อินเดียและเวียดนาม โดยเฉพาะอินเดียนั้น ไทยได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษด้านภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคี ส่งผลให้เครื่องประดับจากไทยไปยังอินเดียนั้นโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 1% เท่านั้น เมื่อเทียบกับจากประเทศอื่นซึ่งอยู่ที่ 10% ทำให้อินเดียต้องสั่งระงับการนำเข้าทองคำจากไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง
ทั้งนี้ แม้ความต้องการบริโภคทองคำของผู้บริโภคในไทยอยู่ที่ 35.6 ตันต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับความต้องการบริโภคทองคำในอินเดียและจีนซึ่งอยู่ที่ 148.2 ตัน และ 209.6 ตันตามลำดับ แต่ทว่าอัตราการเติบโตของปริมาณความต้องการบริโภคทองคำรายปีของไทยกลับอยู่ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้
ด้านราคาทองคำที่เอเชียเมื่อวันศุกร์ที่ 15 พ.ย. ปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าธนาคารกลางแห่งสหรัฐ (เฟด) จะคงการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อไป
ทั้งนี้ ราคาทองคำในตลาดล่วงหน้าโคเมกซ์ของนิวยอร์ก งวดส่งมอบเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 1,285.90 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้า 0.03% หลังจากที่ เจนเน็ต เยลเลน ว่าที่ผู้ว่าการเฟดคนใหม่ต่อจากเบน เบอร์แนนคี ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดยังจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นต่อไป เพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นฟูอย่างแข็งแกร่ง
นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงในระยะสั้นเพราะนอกจากเฟดจะคงมาตรการคิวอี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีแนวโน้มใช้มาตรการคิวอีเช่นกัน หลังพบว่าการเติบโตของญี่ปุ่นในไตรมาส 3 ลดลง







