posttoday
ไทยติด‘พีดับเบิลยูแอล’ เอ็นจีโอชี้ทำเท่าไหร่ไม่พอ

ไทยติด‘พีดับเบิลยูแอล’ เอ็นจีโอชี้ทำเท่าไหร่ไม่พอ

02 พฤษภาคม 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — ยูเอสทีอาร์ จัดไทยคงอยู่ใน PWL ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เตือนสติ กรมทรัพย์สินฯ เลิกทำตัวเป็นเด็กดีเกินเหตุ เพราะคำขอของสหรัฐ “ให้เท่าไรก็ไม่พอ”

รายงานข่าวจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ ยูเอสทีอาร์ แจ้งว่าได้จัดอันดับประเทศไทยให้คงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หรือ PWL หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องทำให้ระบบคุ้มครองสิทธิบัตรเข้มแข็งขึ้นและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งนับจากนี้ประเทศไทยจะต้องทำงานร่วมกับสหรัฐ และทำให้สหรัฐเห็นความก้าวหน้า จึงจะได้รับการพิจารณาปรับสถานะในการทำรายงานปีหน้า

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เปิดเผยว่า สหรัฐตอบสังคมไม่ได้ถึงความชอบธรรมในการจัดอันดับดังกล่าว ประเทศไทย บราซิล และอินเดีย เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตยาชื่อสามัญ และมุ่งมั่นที่จะจัดหายาจำเป็น แต่ประชากรของตนเองต่างถูกข่มขู่ หรือจัดอยู่ในบัญชีที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่เอกวาดอร์ประเทศที่เพิ่งประกาศซีแอลกับยาต้านไวรัสสูตรสำรองของแอ๊บบอต ก็ถูกขู่เช่นกัน นั่นแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะขึ้นมา ทางการสหรัฐก็ต้องยึดประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาเป็นที่ตั้ง มากกว่าเห็นใจประเทศอื่น

“สำหรับรัฐบาลไทยคงต้องกลับไปทบทวนให้ดี และควรได้บทเรียนอันล้ำค่าว่า การเป็นเด็กดีของสหรัฐไม่มีวันได้ขนม ให้เท่าไรก็ไม่พอ จนกว่าไทยจะอยู่ในโอวาททุกอย่าง แม้นั่นจะหมายถึงการแลกชีวิตผู้คนในชาติตัวเองก็ตาม ที่ผ่านมาการถูกจัดอยู่ใน PWL ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับประเทศ แต่หากรัฐบาลและข้าราชการไทยบ้าจี้ไปทำตามข้อเรียกร้องต่างๆ ของสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนไทยอย่างแน่นอน” นายนิมิตร์ กล่าวซึ่งทางเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องการเข้าถึงยา จะติดตามตรวจสอบการหารือระหว่างผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวทางนโยบายในกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้มากยิ่งขึ้น”

ทางด้าน ศ.ฌอน เฟลนน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการความเป็นธรรมด้านข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอเมริกัน เห็นว่า รายงาน 301 พิเศษยังคงเป็นเครื่องมือของในการโจมตีประเทศที่หาญใช้ความยืดหยุ่นตามข้อตกลงทริปส์เพื่อการเข้าถึงยา แม้ว่าในหลายจุดของรายงานจะเห็นการพัฒนาขึ้น เช่นการเลิกเรียกร้องให้หน่วยงานด้านอาหารและยาทำหน้าที่ตำรวจสิทธิบัตร (Patent Linkage) ซึ่งจะขัดขวางยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาด ประเทศที่ถูกเรียกร้องมาตรการนี้ มีเฉพาะประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เอมี่ แมคลีน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์เข้าถึงยาจำเป็นองค์การหมอไร้พรมแดน สหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประนามการจัดอันดับประเทศที่ต้องจับตาในการดำเนินนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาว่า ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่สหรัฐยังคงข่มขู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการจะจัดหายาจำเป็นให้พลเมืองของตัวเองตามสิทธิที่พึงทำได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 

ด้าน ศ.บรู๊ค เบเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น บอสตัน กล่าวว่า นับจากนี้ ต้องระวังแรงกดดันของสหรัฐฯที่จะบังคับให้ประเทศต่างๆ เพิ่มมาตรการทางกฎหมายตรงด่านต่างๆ เพื่อขัดขวางยาชื่อสามัญ ซึ่งจะส่งกระทบต่อผู้ติดเชื้อกว่า 10 ล้านคนที่ต้องพึ่งยาที่ขนส่งจากอินเดีย

 

ทั้งนี้ นายจอห์น อี บัลดาคซี ผู้ว่าการรัฐเมน สหรัฐฯ ได้ทำหนังสือถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แสดงความกังวลที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ใช้นโยบายการค้าไปกดดันประเทศต่างๆ ห้ามตรึงหรือลดราคายา ทั้งๆที่มีหลายมลรัฐในสหรัฐฯที่ใช้นโยบายนี้ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา เช่น รัฐเมน และรัฐเวอร์มอนท์

“เราหวังว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐฯจะปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว” ผู้ว่าการรัฐเมน เกรงว่า ต่อไปนโยบายนี้จะหันกลับมาใช้ในประเทศและบังคับให้แต่ละรัฐยกเลิกการควบคุมราคายา

 

 

สำหรับประเทศที่อยู่ใน PWL ประกอบไปด้วย แอลจีเรีย, อาร์เจนติน่า, แคนาดา, ชิลี, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน, รัสเซีย, ไทย และ เวเนซูเอล่า

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล