posttoday
หนี้จำนำข้าวบ่วงรัดคอรัฐบาล

หนี้จำนำข้าวบ่วงรัดคอรัฐบาล

15 พฤศจิกายน 2556

เป็นเสียงเตือนดังๆ อีกครั้งจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เป็นเสียงเตือนดังๆ อีกครั้งจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งจัดทำรายงานเตือนหายนะจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกว่าจะสร้างภาระอันหนักหน่วงต่อฐานะการคลังของประเทศไทย กระทั่งระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งสูงในระดับอันตราย

แต่นั่นก็เป็นอีกเสียงเตือนที่คนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิเสธที่จะรับฟัง

เพราะสองรองนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเป็นคนสั่งทุบโต๊ะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน วันที่ 7 ต.ค. 2554 และอีกคนหนึ่ง ซึ่งต้องเข้ามารับภาระสะสางสต๊อกข้าวสารของรัฐที่สะสมจากโครงการในช่วง 2 ปี จนมีข้าวสารในมือรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน ในขณะนี้

ต่างคนต่างก็พูดอ้อมๆ ว่า พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะไอเอ็มเอฟ แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด ไม่มีถอยแน่ๆ

“ข้อเสนอทั้งหมด ไอเอ็มเอฟต้องทำความเข้าใจอะไรให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะออกมาให้ความเห็นทางทฤษฎีที่จะนำมาใช้กับประเทศอื่นๆ ได้” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ วันที่ 13 พ.ย. กรณีไอเอ็มเอฟเสนอว่ารัฐบาลไทยควรยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และใช้วิธีจ่ายส่วนต่างโดยตรงให้ชาวนาแทน

เช่นเดียวกับ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่บอกว่า รัฐบาลทุกสมัยใช้งบอุดหนุนชาวนาเฉลี่ย 8 หมื่นล้านบาทต่อปีอยู่แล้ว แต่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ เป็นการรับจำนำข้าวมาในปริมาณที่มากกว่า จึงต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 หมื่นล้านบาท

เสียงเตือนของไอเอ็มเอฟรอบนี้ ไม่ต่างจากเสียงของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในประเทศ ที่คลุกคลีในวงการข้าวไม่น้อยกว่า 30 ปี และข้าราชการประจำ ที่ส่งเสียงท้วงติงความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ 2 ปีก่อน ซึ่งรัฐบาลทำเหมือนไม่ได้ยินเช่นกัน

ความไม่สมเหตุสมผลของโครงการรับจำนำข้าวในราคาสูงที่วงการพ่อค้าอุปมาว่าเหมือน “การเผาแบงก์พันทิ้งเปล่าๆ ทุกวัน” อีกทั้งรัฐบาลมีภาระจัดหาและเสียโกดังเก็บข้าวสารหลายสิบล้านตัน ตลอดจนปัญหาการทุจริตรั่วไหลตั้งแต่ขั้นตอนนำข้าวเปลือกเข้าโครงการ จนถึงขั้นตอนขายข้าวสารออกสู่ตลาดที่แก้ไม่ตก

ที่สำคัญนโยบายรับจำนำข้าวทำลายตลาดข้าวไทยจนยากที่จะฟื้นตัวในระยะอันสั้นและกลาง ทั้งผลักไสให้พ่อค้าข้าวไทยผันตัวไปเป็นนายหน้าขายข้าวให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทยเป็นเท่าตัว โดยอาศัยคอนเนกชั่นเก่าที่มีอยู่ บ้างก็ไปลงทุนตั้งโรงสีในประเทศเพื่อนบ้านเลยก็มี

ผ่านมา 4 ฤดูกาล 2 ปีการผลิต ผลพวงจากนโยบายรับจำนำข้าว ปรากฏเด่นชัดถึงความล้มเหลวไม่เป็นท่า เงินที่รัฐบาลกู้มาถมโครงการรับจำนำข้าวแทบไม่ก่อเกิดมรรคผลเต็มที่ต่อระบบเศรษฐกิจนัก และไม่ช่วยชาวนาที่ยากจนจริงๆ เมื่อถึงทางตันเงินไม่มีสุดท้ายชาวนาเองที่ได้รับความเดือดร้อนจำนำข้าวแต่ไม่ได้เงิน

การออกแบบโครงการที่หละหลวม ทำให้เงิน 100 บาทที่ใส่เพิ่มในโครงการถึงมือชาวนา 3040% และก็จะพบว่าชาวนาร่ำรวยและชาวนาที่มีที่ดินระดับ 50-100 ไร่ ได้ประโยชน์มากกว่าชาวนายากจนที่ส่วนใหญ่มีที่นา 10-15 ไร่

ล่าสุดชาวนาที่นำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวปีที่ 3 หรือนาปี ปีการผลิต 2556/2557 ได้รับความเดือดร้อนหนัก เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.14 พ.ย. จนถึงขณะนี้ มีชาวนานำข้าวเปลือกเข้าโครงการ 2 ล้านตัน มีการออกใบประทวนให้ชาวนานำไปขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2.14 แสนใบ หรือ 2.14 แสนครอบครัว แต่จนถึงวันนี้ชาวนายังไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ซ้ำมีภาระหนี้สินที่ต้องจ่าย

กระทั่งฝ่ายการเมือง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ที่ทำหน้าที่ประธานบอร์ด ธ.ก.ส. ต้องมีมติให้ ธ.ก.ส.เจียดงบที่ได้รับจัดสรรในปี 2557 มาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แต่ยอดไม่หยุดเท่านี้แน่ เพราะตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.เป็นต้นไป ผลผลิตข้าวจะมีการเก็บเกี่ยวมากที่สุด มีการประเมินว่าจะมีข้าวออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 56 ล้านตัน

“ขณะนี้บัญชีธุรกรรมโครงการรับจำนำข้าวที่ ธ.ก.ส.แยกออกมาจากบัญชีปกติ พบว่า ณ วันนี้ ธ.ก.ส.ต้องนำสภาพคล่องธนาคารสำรองจ่ายไปแล้ว 1.61.7 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 4.1 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังจัดหาให้ และภายในปีนี้ไม่มีแนวโน้มว่าจะกู้เพิ่ม” แหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส.ระบุ

เมื่อพิจารณารายได้จากการขายข้าว แม้กระทรวงพาณิชย์จะทำงานเต็มที่เพียงใด การขายข้าวจากโกดังรัฐบาลไม่มากหรือได้ราคาสมดั่งใจ ข้าวจีทูจีขายได้ในราคาแสนถูก จนปรากฏว่าตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ 2 ปีก่อน กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว 1415 ล้านตัน แต่ได้เงินกลับมา 1.4 แสนล้านบาท

แต่หากคิดเฉพาะ 9 เดือนแรก (ม.ค.ก.ย.) ของปี 2556 ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการส่งออกข้าวอยู่ที่ 3,218 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 0.5% หรือคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าเมื่อสิ้นปีมูลค่าส่งออกข้าวน่าจะไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท

เรียกว่าน่าใจหาย เพราะเมื่อเทียบกับก่อนมีโครงการรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด ไทยส่งออกข้าวได้เฉลี่ยปีละ 1.82 แสนล้านบาท เช่น ปี 2553 ไทยส่งออกข้าวเป็นมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.1 แสนล้านบาทในปี 2554 ก็เท่ากับว่าไทยสูญเสียขีดความสามารถในการขายข้าวและเงินค่าส่งออกข้าวแทนที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กลับจมอยู่ในสต๊อกข้าวสารรัฐบาล

นอกจากนี้ สต๊อกข้าวที่สูงยังเป็นตัวถ่วงไม่ให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้วันนี้ราคาข้าวสาร 5% ราคาตกมาอยู่ที่ 430 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากที่เคยอยู่ระดับ 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน

การเปิดประมูลข้าวสารในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟต) ก็อยู่ในอาการย่ำแย่ไม่แพ้กัน ข้าวสารที่เสนอขาย 1.25 แสนตัน มีการอนุมัติขายเพียง 1.49 หมื่นตัน เหตุผลก็เพราะราคาที่เอกชนเสนอซื้อต่ำมาก ขณะที่พ่อค้ามีทางเลือกในการซื้อข้าวในตลาดที่มีราคาถูกกว่าและมั่นใจในคุณภาพได้มากกว่า

จึงไม่แปลกใจที่มีการแพลมตัวเลขขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่สรุปเมื่อต้นเดือน พ.ย.ว่า ผลการขาดทุน 3 ฤดูกาล จะขาดทุน 3.3 แสนล้านบาท หรือ 58.82% ของเงินที่ใช้ในโครงการ หากรวมผลการขาดทุน 4 ฤดูกาลหรือ 2 ปีการผลิต ผลขาดทุน 4 แสนล้านบาทจึงเป็นไปได้สูง

เมื่อเงินจ่ายออกสูง แต่เงินไหลเข้าน้อยเกินคาด แถมตัวเลขขาดทุนในโครงการยังสูงมหาศาล จะยิ่งซ้ำเติมให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นสูงจนน่าเป็นห่วง

แม้ว่าไอเอ็มเอฟจะประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปี 2556 จะเพิ่มขึ้น 3.4% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2556 จากนโยบายรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดภาษีนิติบุคคล การจ่ายคืนเงินซื้อรถคันแรกกับบ้านหลังแรก และการลดภาษีน้ำมัน แต่นั่นน่าจะเป็นการประเมินในแง่ดีและต่ำกว่าความเป็นจริง

เพราะหนี้สินและผลการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวยังถูกปกปิดไว้

ขณะที่เศรษฐกิจปี 2556 ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 3% หรือน้อยกว่า จะยิ่งซ้ำเติมให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ปี 2555 มูลค่าจีดีพีไทยอยู่ที่ 11.3 ล้านล้านบาท หากจีดีพีโต 3% มูลค่าจีดีพีจะอยู่ที่ 11.6 ล้านล้านบาท

ส่วนสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2556 พบว่ามียอดหนี้คงค้าง 5.43 ล้านล้านบาท หรือ 45.49% ของจีดีพี เทียบกับเดือน ส.ค. 2556 ที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 5.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 44.65%

แต่หากรวมกับผลขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวที่ซุกซ่อนอยู่ 3-4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่แท้จริง ณ สิ้นปี 2556 จะอยู่ที่ระดับ 49.3-51.5% เลยทีเดียว

ดังนั้น เพื่อตบแต่งให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังดูดี สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ ทอดเวลาการนำผลขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวมาใส่ในบัญชีหนี้สาธารณะให้นานที่สุด เพราะในปีหน้าหากการอัดฉีดเงินกู้ลงทุน 2 ล้านล้านบาท ทำได้ตามแผน ก็จะเป่าลูกโป่งเศรษฐกิจให้พองโตจนกระทั่งกดระดับหนี้ต่อจีดีพีไม่ให้สูงเกิน 50%

แต่ที่แน่ๆ พิษสงโครงการรับจำนำข้าวคงจะได้เห็นแน่นอน เมื่ออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลถูกปรับลดลงเพราะสารพัดนโยบายของพรรคเพื่อไทยโดยใช้ภาษีประชาชน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท