
บอกความจริงคนไทย
ยังไม่มีความกระจ่างชัดว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในคดีตีความปราสาทพระวิหารนั้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแค่ไหน พื้นที่ซึ่งศาลโลกพิพากษาว่าเป็นบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ซึ่งไทยมีพันธกรณีต้องถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกไปนั้นมีเนื้อที่เท่าไร การที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัคราชทูตประจำประเทศเนเธอแลนด์ หัวหน้าคณะต่อสู้คดีตีความปราสาทพระวิหาร ยืนยันต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ขอเวลาจนกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่จะให้ความเห็นได้ และไม่ควรขีดเส้นตามแผนที่ของกัมพูชา เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งจะมีผลต่อการเจรจาในอนาคต เป็นสิ่งที่ควรรับฟังในฐานะเหตุผลของนักกฎหมายระหว่างประเทศ
ยังไม่มีความกระจ่างชัดว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในคดีตีความปราสาทพระวิหารนั้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแค่ไหน พื้นที่ซึ่งศาลโลกพิพากษาว่าเป็นบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ซึ่งไทยมีพันธกรณีต้องถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกไปนั้นมีเนื้อที่เท่าไร การที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัคราชทูตประจำประเทศเนเธอแลนด์ หัวหน้าคณะต่อสู้คดีตีความปราสาทพระวิหาร ยืนยันต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ขอเวลาจนกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่จะให้ความเห็นได้ และไม่ควรขีดเส้นตามแผนที่ของกัมพูชา เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งจะมีผลต่อการเจรจาในอนาคต เป็นสิ่งที่ควรรับฟังในฐานะเหตุผลของนักกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่มิใช่สิ่งที่รัฐบาลไทยจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการอธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยต่อประชาชนคนไทย เพราะการกระทำที่ผ่านมา อาทิ การสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งที่ปัญหาเขตแดนยังไม่มีข้อยุติ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 การประกาศไว้ล่วงหน้าว่าจะยอมรับคำพิพากษาศาลโลกก็ยิ่งทำให้รัฐบาลไม่น่าไว้วางใจ
ปัญหาปราสาทพระวิหารเป็นกรณีที่สะเทือนใจคนไทยทั้งชาติมากว่า 50 ปี ผลการต่อสู้คดีล่าสุดประเทศไทยต้องเสียดินแดนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องบอกความจริงกับประชาชนว่าผลของคำพิพากษานั้นจะทำให้สูญเสียมากน้อยเท่าไร
เวลาเพื่อศึกษารายละเอียดในคำพิพากษานั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่คงไม่เพียงพอ หากจะกอบกู้ความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชน รัฐบาลต้องทำมากกว่านั้น อาทิ การตั้งคณะทำงานศึกษาคำพิพากษา รวมทั้งคณะเจรจากับกัมพูชา ก็ควรมีตัวแทนจากภาควิชาการที่สังคมยอมรับ ตัวแทนจากภาคประชาชน ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เข้าร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลผลสรุปการศึกษาที่ออกมานั้นถูกต้องและรอบด้าน เพียงพอต่อการกำหนดแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของชาติ
ยิ่งกว่านั้น นี่คือโอกาสที่ควรบูรณาการงานด้านการจัดการเขตแดนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20 หน่วย มีความเข้าใจและถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจระหว่างกัน อย่างน้อยก็เพื่อสนับสนุนด้านข้อมูลแก่ทีมเจรจาที่จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอีกในระยะยาว
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไทยและกัมพูชาเคยทำข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ทั้งสองประเทศก็จะให้เวลากันและกันอย่างเต็มที่ จึงน่าจะใช้แนวทางนี้ แทนที่จะเร่งเจรจากับกัมพูชา โดยที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านเพียงพอ







