posttoday
แผนกระตุ้นศก.เหลวโลกเผชิญฟองสบู่-เงินฝืดซ้ำ

แผนกระตุ้นศก.เหลวโลกเผชิญฟองสบู่-เงินฝืดซ้ำ

15 พฤศจิกายน 2556

“อัตราการว่างงานสหรัฐที่ยังอยู่ที่ 7.3% ถือว่าสูงเกินไป และสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

“อัตราการว่างงานสหรัฐที่ยังอยู่ที่ 7.3% ถือว่าสูงเกินไป และสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง”

คำกล่าวข้างต้นของเจเน็ต เยเลน ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ที่จะขึ้นต่อจาก เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน หลังสิ้นเดือน ม.ค.ปีหน้า เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่าเฟดยังคงจำเป็นต้องคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ด้วยการเดินหน้าแผนการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป เพื่อค้ำยันภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังอ่อนแออยู่

การออกมาส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการเดินหน้าลุยอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยูโรโซนไปจนถึงญี่ปุ่นต่างก็หันมาเดินหน้าโหมกระตุ้นด้วยเช่นกัน

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการหั่นอัตราดอกเบี้ยลงมาเหลืออยู่ที่ 0.25% จากเดิมที่ 0.50% หลังจากที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อไม่สามารถฟื้นตัวไปตามที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่เหล่าธนาคารกลางของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารายอื่นๆ เช่น เช็ก เปรู และไทย ต่างก็ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงไม่น่าไว้วางใจ อีกทั้งยังมีเรื่องของปัจจัยจากเรื่องค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะหวั่นว่าหากค่าเงินแข็งค่าเร็วเกินไปอาจกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของประเทศได้

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าหลายประเทศจะเดินหน้างัดสารพัดวิธีออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทว่าการฟื้นตัวภาคเศรษฐกิจจริงกลับไม่ขยายตัวเลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นผลประโยชน์จากเม็ดเงินที่เกิดจากการโหมกระตุ้นกลับหลั่งไหลเข้าไปสู่ตลาดหุ้น และการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างท่วมท้น

สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นและราคาบ้านทั่วโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วในปีนี้อัตราผลตอบแทนจากตลาดหุ้นทั้งประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น 19% ทว่าอัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศกลับไม่กระเตื้องขึ้นเท่าไรนัก มิหนำซ้ำยังต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้มาก

โดยผลสำรวจของมอร์แกน สแตนเลย์ เผยว่า 2 ใน 3 ของธนาคารกลาง 27 ประเทศทั่วโลก ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งเป้าไว้ได้

เห็นได้จากกรณีของกลุ่มยูโรโซนในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปี 2012 ขณะที่ส่วนเป้าที่ต้องการคือ 2% นอกจากนี้ การว่างงานก็ยังอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12.2% หรือมีคนตกงานมากกว่า 19 ล้านคน

ส่วนญี่ปุ่น แม้ว่าแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยผ่านทางนโยบายการเงินและการคลัง หรือรู้จักกันในนามว่า “อาเบะโนมิกส์” จะช่วยทำให้ตลาดหุ้นนิกเกอิพุ่งทะยานขึ้นมาถึง 40% ทว่าอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2% อยู่มาก โดยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1% เท่านั้น

ส่วนสหรัฐ ทั้งๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์พุ่งทำสถิติถึง 15,783 จุด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และมีทีท่าว่าจะพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 18,000 จุด ภายใน 1-2 ปีนี้ ทว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขยายตัวได้แค่ 1.1% เท่านั้นต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2%

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเลขการจ้างงานเมืองลุงแซมที่ยังสูงที่ระดับ 7.3% และเป้าเงินเฟ้อของเฟดยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ยังสวนทางกับดัชนีราคาบ้านและที่อยู่อาศัยในสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ของเอสแอนด์พีและเคสชิลเลอร์ใน 20 เมืองของสหรัฐประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 12.8% และถือเป็นการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2006

บรูซ แคชแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเจ.พี.มอร์แกน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 2.8% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นอันดับ2 2 นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ภาวะดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติจากสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างยิ่ง เพราะตามความเป็นจริงแล้วการใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบของธนาคารกลางย่อมจะต้องทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินจะมีมูลค่าน้อยลง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล่านักวิเคราะห์หวั่นเกรงกันว่าเศรษฐกิจโลกอาจกำลังถลำเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” ไปพร้อมๆ กับภาวะความเสี่ยงจากปัญหาฟองสบู่ในภาคสินทรัพย์ได้ในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงอ่อนแออยู่ และหลายประเทศยังคงตั้งเป้าเดินหน้าจะใช้นโยบายอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ในปีนี้การขยายตัวของจีดีพีทั่วโลกจะลดลงมาเหลือที่ 2.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อกลางปีที่ 3.1% ส่วนปีหน้าลดลงมาอยู่ที่ 3.6% จากเดิมที่ 3.8%

ทั้งนี้ ปัญหาเงินฝืดคือสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะแม้จะดีต่อผู้บริโภคในแง่ที่ระดับราคาสินค้าและบริการจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทว่าอีกมุมหนึ่งก็จะทำให้ลูกหนี้จ่ายชำระคืนเจ้าหนี้ยากมากขึ้น เนื่องจากจะมีการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจน้อยลง ประชาชนไม่ใช้เงิน และทำให้มีปริมาณเงินในระบบลดลง

เพราะภาวะเงินฝืดจะทำให้ภาคครัวเรือน รวมไปถึงนักลงทุนชะลอแผนการลงทุนและการจ้างงานใหม่ๆ ออกไป เนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดได้หดตัวลง ทั้งหมดทั้งมวลคือตัวการสำคัญที่ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบเกิดความฝืดเคืองขึ้นมา และนั่นก็เป็นเรื่องยากในการกอบกู้ให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่หนทางเหมือนเช่นญี่ปุ่น ที่เคยประสบกับภาวะเศรษฐกิจเงินฝืดมานานกว่า 10 ปี

“การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขาดอาวุธ เพราะท่อน้ำเลี้ยงที่นำพาเม็ดเงินการกระตุ้นจากตลาดการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงถูกอุดตัน” โมฮัมเหม็ดเอล เอเรียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท พิมโก กล่าว

เอเรียน เสริมว่า สาเหตุสำคัญที่เม็ดเงินจากการกระตุ้นไม่ไหลเข้าไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงก็เป็นเพราะที่ธนาคารและสถาบันการเงินจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจสถานการณ์ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ได้รับบทเรียนจากวิกฤตการเงินในปี 2008

ดังนั้น ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งจึงไม่กล้าที่จะปล่อยกู้และทำให้เงินจำนวนมากไหลเวียนอยู่ในด้านการเก็งกำไร แต่เศรษฐกิจ เช่น การจ้างงาน การจับจ่ายใช้สอย กลับไม่กระเตื้องเท่าที่ควร

จึงนับเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตามองอย่างไม่กะพริบ โดยเฉพาะในปีหน้าที่คาดว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะหลายประเทศยังคงเดินหน้าใช้นโยบายอัดฉีดอยู่ อีกทั้งยังทำท่าว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ