
อย่าปิดประตูเจรจา
เสียงสะท้อนจากองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็นคนกลางในสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายเวลานี้ ล้วนมีข้อสรุปตรงกันว่า รัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงต้องเปิดเจรจารอบใหม่
สวนทางกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่งที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์การชุมนุมที่แยกราชประสงค์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนให้รัฐบาลใช้อำนาจในการสลายการชุมนุม
หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงแสดงภาพที่สังคมไม่ยอมรับ อาทิ การตั้งด่านตรวจสกัดตำรวจและทหารในหลายพื้นที่ การยึดอาวุธของเจ้าหน้าที่ และล่าสุดยังได้บุกเข้าไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ส่งผลให้สถานภาพของประเทศไทยวันนี้ไม่เพียงถูกมองจากต่างประเทศว่าไม่ต่างอะไรกับ
“บ้านเมืองที่ไร้ขื่อแป” แต่ยังส่อเค้าว่าจะถลำลึกไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่าอารมณ์เหนือเหตุผลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะยุติการเจรจากับกลุ่มคนเสื้อแดง แม้ว่านายวีระ มุสิกพงศ์ ยอมผ่อนคลายเงื่อนไขเรื่องการยุบสภา โดยยืดจากเส้นตาย 15 วัน เป็น 30 วันแต่นายกรัฐมนตรีก็มองว่ายังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในช่วงที่ประตูของการเจรจาถูกปิดนั้น ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็ได้เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายและเพิ่มกำลังสกัดกั้นการขยายวงของกลุ่มผู้ชุมนุม
มีการจับกุมนายเมธี อมรวุฒิกุล และนายชยุต ใหลเจริญ หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง นำไปสู่การไขปริศนาชายชุดดำที่ยิงเจ้าหน้าที่ทหารในเหตุการณ์คืนวันที่ 10 เม.ย. ที่แยกผ่านฟ้าฯ
จับกุม จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตม์ ผบ.หมู่งานปราบปราม สภ.คูคต จ.ปทุมธานี หลังเหตุปะทะกันที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ซึ่ง จ.ส.ต.ปริญญา ยอมรับว่าเป็นผู้ค้าเอ็ม 79 จำนวน 62 ลูก
ล่าสุดยังจับกุม ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาใช้ระเบิดอาร์พีจียิงใส่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว แต่พลาดไปตกที่กระทรวงกลาโหม เมื่อคืนวันที่ 20 มี.ค.
โดยการจับกุมเชื่อมโยงสู่เครือข่ายของคนเสื้อแดง อันเป็นการสะท้อนถึงความไม่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย เพราะนอกจากไม่เคารพกฎหมาย ยังมีปฏิบัติการใช้อาวุธคู่ขนานกับการชุมนุม
เราเห็นว่าข้อเรียกร้องเรื่องสันติวิธีถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการประคับประคองสถานการณ์ แต่หากสังคมมุ่งใช้สันติวิธี แต่กฎหมายกลับไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็เหมือนการขายผ้าเอาหน้ารอด และยังไม่เห็นทางออกของบ้านเมืองในระยะยาวว่าจะเดินหน้าไปได้อย่างไร
การเปิดโต๊ะเจรจาตามที่องค์กรต่างๆ เรียกร้อง จึงมิอาจใช่ทางออกหรือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หากรัฐบาลยอมเจรจาในเงื่อนไขที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังอยู่ในสภาพผู้กระทำผิด มีการปิดแยกราชประสงค์ คงไม่ต่างอะไรกับการยอมรับในกฎหมู่ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการซ้ำเติมว่าบ้านเมืองของเราไม่มีมาตรฐานทางกฎหมายใดๆ มาบังคับใช้ กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว
สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการก็คือ หารือกับแกนนำคนเสื้อแดงเพื่อขอคืนพื้นที่แยกราชประสงค์เป็นลำดับแรก และให้กลุ่มคนเสื้อแดงหาพื้นที่ในการชุมนุมใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
จากนั้นจึงเริ่มเปิดโต๊ะเจรจาเรื่องทางออกทางการเมือง เช่น ระยะเวลาการยุบสภา หรือการปฏิรูปโครงสร้างประเทศอย่างจริงจัง แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขเรื่องการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด







