posttoday
ถอดถอนรหัสสุเทพสิ้นเดือนปิดเกม

ถอดถอนรหัสสุเทพสิ้นเดือนปิดเกม

14 พฤศจิกายน 2556

การประกาศกร้าว “ปิดเกม” ให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถือเป็น “สัญญาณ” ปิดเกมเร็ว ไม่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวยืดเยื้อ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การประกาศกร้าว “ปิดเกม” ให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถือเป็น “สัญญาณ” ปิดเกมเร็ว ไม่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวยืดเยื้อ

ไม่แปลกที่ต้องรีบ “ตี” ในจังหวะที่เหล็กกำลังร้อน เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ทอดนานออกไปเท่าไหร่ กระแสมวลชนที่ถูกปลุกเร้าย่อมมีแต่จะแผ่วกำลังลงไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีอาจกลายเป็นกระแสตีกลับ ฉุดให้การเคลื่อนไหวที่อุตส่าห์ที่ลงทุนลงแรงทำมาทั้งหมดต้องพังพาบลงไปแบบกู่ไม่กลับ

ยิ่งในวันที่มาตรการ “อารยะขัดขืน” ซึ่งปลุกกระแสขึ้นมาคั่นเวลา กลายเป็น “มุขแป้ก” ที่นอกจากจุดกระแสไม่ติดแล้ว ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยจากหลายภาคส่วน

หากยังไม่รีบหา “มุขใหม่” มาแก้ลำ กระแสมวลชนอาจค่อยๆ ฝ่อลงไป ทำให้แกนนำ “ม็อบนกหวีด” ต้องออกมาประกาศเตรียมยกระดับต่อเนื่องและรอดีเดย์อีกก๊อกหนึ่งวันศุกร์นี้

ถอดรหัสจากคำพูดของ “สุเทพ” ที่มั่นอกมั่นใจถึงกล้าออกมาประกาศกลางเวทีราชดำเนินว่า “ขอให้มั่นใจว่าสิ้นเดือน พ.ย. เราจะได้ฉลองกันแน่นอน”

จะเห็นว่าระยะเวลาต่อจากนี้จนถึงสิ้นเดือน มี “เงื่อนไข” ที่มีน้ำหนักพอจะนำไปสู่การ “ปิดเกม” ได้ มีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ตามที่มีผู้ร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้นจะมีด้วยกัน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ และประเด็นที่ 3.หากเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้วจะเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่

เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไปอยู่ตรงที่ ในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ซึ่งตามมาตรา 68 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ 1.สั่งให้พรรคการเมืองเลิกการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง และ 2.อาจมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองพร้อมกับตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งในกรณีนี้มีถึง 6 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคมหาชน

ขณะเดียวกัน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องจะเป็นเหตุหนึ่งที่อาจนำไปสู่การเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นถอดถอน สส. และ สว. รวม 312 คน ที่เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีอีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองจะมีผลอย่างไรต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายกฯ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปก่อนหน้านี้

นี่จึงเป็นชนวนที่จะเร่งการเคลื่อนไหวไปสู่การปิดเกมได้เร็วขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้จะต้องรอดูคำตัดสินที่จะออกมาในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ว่าจะออกมาอย่างไร

เงื่อนไขถัดมาคือ “ศึกซักฟอก” ที่ “ประชาธิปัตย์” ได้ร่างญัตติไว้เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะยื่นเรื่องขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า แม้หลังจากยื่นญัตติแล้วจะปิดช่องไม่ให้ “ยุบสภา” แต่ก็มีผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ภายใต้กรอบปิดสมัยประชุมสภาอยู่ในวันที่ 29 พ.ย.

แน่นอนว่า “เป้าใหญ่” อยู่ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ฝ่ายค้านจะใช้เวทีสภาไล่เรียงถล่มความล้มเหลวในการบริหารงานอันบกพร่อง ไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะประเด็นการปราบปรามการทุจริตที่พบเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง รวมทั้งประเด็นจงใจปิดบังข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ประเด็นที่ “ฝ่ายค้าน” เตรียมอภิปรายจึงยังอยู่ที่การต่อยอดปัญหาเดิมที่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างมหากาพย์จำนำข้าว ที่มีตัวเลขออกมายืนยันความเสียหายจนถึงเวลานี้หลายแสนล้านบาท และยังจะขาดทุนเพิ่มเติมต่อไป

โครงการตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง ขาดรายละเอียดการดำเนินการรับฟังความเห็นหรือเปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม รวมทั้งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่กำหนดให้การใช้งบต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดจนถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่มาของ สว. และมาตรา 190 ที่ถูกยื่นตีความว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 68 ทั้งสอง โดยเฉพาะในฉบับที่มาของ สว. ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เนื่องจากเป็นคนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ทั้งที่ยังมีปัญหาถูกยื่นตีความในศาลรัฐธรรมนูญ

ยิ่งในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 ย่อมกลายเป็นความผิดอย่างชัดเจนเพราะได้มีความพยายามทักท้วงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารยังปล่อยให้เกิดปัญหาบานปลายจนถึงปัจจุบัน

ต่อเนื่องมาที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีหลายแง่มุมที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาโจมตีทั้งในแง่ขัดหลักนิติรัฐ นิติธรรม จนนำไปสู่การออกมาต่อต้านของประชาชนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการเอื้อประโยชน์ให้คนแดนไกล

สอดรับไปกับแผน “หนู” อาสาพา “ราชสีห์” กลับบ้าน ที่ยังอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะหยิบคลิปถั่งเช่าขึ้นมาเป็นข้อมูลการอภิปรายเที่ยวนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้เคาะสุดท้ายว่าจะยื่นซักฟอกรัฐมนตรีคนอื่นเป็นคนใดบ้าง

แน่นอนว่าด้วยเสียงข้างมากในสภา คงไม่อาจหวังเสียงไม่ไว้วางใจในการลงมติ แต่เนื้อหาในการอภิปรายจะถูกนำมาขยายผลต่อในเวทีนอกสภา เพื่อปลุกเร้ามวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มเติมในช่วงเวลานั้น

ดังนั้น เงื่อนไขคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะมีผลต่อการเร่งปิดเกมของ “ม็อบนกหวีด” ส่วนจะปิดเกมได้หรือไม่อย่างไร คงต้องรอกันสิ้นเดือนนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท