
ถอดถอนรหัสสุเทพสิ้นเดือนปิดเกม
การประกาศกร้าว “ปิดเกม” ให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถือเป็น “สัญญาณ” ปิดเกมเร็ว ไม่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวยืดเยื้อ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การประกาศกร้าว “ปิดเกม” ให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ถือเป็น “สัญญาณ” ปิดเกมเร็ว ไม่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวยืดเยื้อ
ไม่แปลกที่ต้องรีบ “ตี” ในจังหวะที่เหล็กกำลังร้อน เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ทอดนานออกไปเท่าไหร่ กระแสมวลชนที่ถูกปลุกเร้าย่อมมีแต่จะแผ่วกำลังลงไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีอาจกลายเป็นกระแสตีกลับ ฉุดให้การเคลื่อนไหวที่อุตส่าห์ที่ลงทุนลงแรงทำมาทั้งหมดต้องพังพาบลงไปแบบกู่ไม่กลับ
ยิ่งในวันที่มาตรการ “อารยะขัดขืน” ซึ่งปลุกกระแสขึ้นมาคั่นเวลา กลายเป็น “มุขแป้ก” ที่นอกจากจุดกระแสไม่ติดแล้ว ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยจากหลายภาคส่วน
หากยังไม่รีบหา “มุขใหม่” มาแก้ลำ กระแสมวลชนอาจค่อยๆ ฝ่อลงไป ทำให้แกนนำ “ม็อบนกหวีด” ต้องออกมาประกาศเตรียมยกระดับต่อเนื่องและรอดีเดย์อีกก๊อกหนึ่งวันศุกร์นี้
ถอดรหัสจากคำพูดของ “สุเทพ” ที่มั่นอกมั่นใจถึงกล้าออกมาประกาศกลางเวทีราชดำเนินว่า “ขอให้มั่นใจว่าสิ้นเดือน พ.ย. เราจะได้ฉลองกันแน่นอน”
จะเห็นว่าระยะเวลาต่อจากนี้จนถึงสิ้นเดือน มี “เงื่อนไข” ที่มีน้ำหนักพอจะนำไปสู่การ “ปิดเกม” ได้ มีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ตามที่มีผู้ร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้นจะมีด้วยกัน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ และประเด็นที่ 3.หากเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้วจะเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่
เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไปอยู่ตรงที่ ในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ซึ่งตามมาตรา 68 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ 1.สั่งให้พรรคการเมืองเลิกการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง และ 2.อาจมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองพร้อมกับตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งในกรณีนี้มีถึง 6 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคมหาชน
ขณะเดียวกัน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องจะเป็นเหตุหนึ่งที่อาจนำไปสู่การเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นถอดถอน สส. และ สว. รวม 312 คน ที่เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม มีอีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองจะมีผลอย่างไรต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายกฯ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปก่อนหน้านี้
นี่จึงเป็นชนวนที่จะเร่งการเคลื่อนไหวไปสู่การปิดเกมได้เร็วขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้จะต้องรอดูคำตัดสินที่จะออกมาในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ว่าจะออกมาอย่างไร
เงื่อนไขถัดมาคือ “ศึกซักฟอก” ที่ “ประชาธิปัตย์” ได้ร่างญัตติไว้เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะยื่นเรื่องขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า แม้หลังจากยื่นญัตติแล้วจะปิดช่องไม่ให้ “ยุบสภา” แต่ก็มีผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ภายใต้กรอบปิดสมัยประชุมสภาอยู่ในวันที่ 29 พ.ย.
แน่นอนว่า “เป้าใหญ่” อยู่ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ฝ่ายค้านจะใช้เวทีสภาไล่เรียงถล่มความล้มเหลวในการบริหารงานอันบกพร่อง ไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะประเด็นการปราบปรามการทุจริตที่พบเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง รวมทั้งประเด็นจงใจปิดบังข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ประเด็นที่ “ฝ่ายค้าน” เตรียมอภิปรายจึงยังอยู่ที่การต่อยอดปัญหาเดิมที่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างมหากาพย์จำนำข้าว ที่มีตัวเลขออกมายืนยันความเสียหายจนถึงเวลานี้หลายแสนล้านบาท และยังจะขาดทุนเพิ่มเติมต่อไป
โครงการตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง ขาดรายละเอียดการดำเนินการรับฟังความเห็นหรือเปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม รวมทั้งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่กำหนดให้การใช้งบต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดจนถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่มาของ สว. และมาตรา 190 ที่ถูกยื่นตีความว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 68 ทั้งสอง โดยเฉพาะในฉบับที่มาของ สว. ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เนื่องจากเป็นคนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ทั้งที่ยังมีปัญหาถูกยื่นตีความในศาลรัฐธรรมนูญ
ยิ่งในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 ย่อมกลายเป็นความผิดอย่างชัดเจนเพราะได้มีความพยายามทักท้วงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารยังปล่อยให้เกิดปัญหาบานปลายจนถึงปัจจุบัน
ต่อเนื่องมาที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีหลายแง่มุมที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาโจมตีทั้งในแง่ขัดหลักนิติรัฐ นิติธรรม จนนำไปสู่การออกมาต่อต้านของประชาชนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการเอื้อประโยชน์ให้คนแดนไกล
สอดรับไปกับแผน “หนู” อาสาพา “ราชสีห์” กลับบ้าน ที่ยังอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะหยิบคลิปถั่งเช่าขึ้นมาเป็นข้อมูลการอภิปรายเที่ยวนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้เคาะสุดท้ายว่าจะยื่นซักฟอกรัฐมนตรีคนอื่นเป็นคนใดบ้าง
แน่นอนว่าด้วยเสียงข้างมากในสภา คงไม่อาจหวังเสียงไม่ไว้วางใจในการลงมติ แต่เนื้อหาในการอภิปรายจะถูกนำมาขยายผลต่อในเวทีนอกสภา เพื่อปลุกเร้ามวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มเติมในช่วงเวลานั้น
ดังนั้น เงื่อนไขคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะมีผลต่อการเร่งปิดเกมของ “ม็อบนกหวีด” ส่วนจะปิดเกมได้หรือไม่อย่างไร คงต้องรอกันสิ้นเดือนนี้







