posttoday
บทเรียน "อาหรับสปริง" ศก.ฟุบหนัก-สังคมวิกฤต

บทเรียน "อาหรับสปริง" ศก.ฟุบหนัก-สังคมวิกฤต

14 พฤศจิกายน 2556

สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นที่จับจ้องมองจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นที่จับจ้องมองจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เกิดกระแสลุกฮือขึ้นปฏิวัติโค่นล้มอำนาจของผู้นำเผด็จการตั้งแต่ปี 2011

แม้จะดูเหมือนว่าสถานการณ์ของหลายประเทศเริ่มหวนกลับคืนสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยล่าสุดอียิปต์ได้ประกาศยกเลิกการประกาศเตือนภาวะฉุกเฉินแล้ว แต่ในด้านหนึ่งเศรษฐกิจของภูมิภาคอาหรับกลับยังไม่สามารถฟื้นตัวจากความบอบช้ำที่เกิดจากบาดแผลความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์และตูนิเซียที่ยังคงมีระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างแผ่วเบา และยังไม่สามารถกลับไปสู่ภาวะการขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเช่นช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติในปี 2011 ได้เลย

เมื่อปีที่แล้ว ตูนิเซียขยายตัวได้เพียงแค่ 3.6% และในปีนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าน่าจะชะลอตัวลงไปอีก อยู่ที่ 3% ส่วนอียิปต์ ปี 2012 ขยายตัวได้แค่ 2.2% และคาดว่าในปีนี้จะชะลอตัวลงมาเหลือแค่ 1.8% เท่านั้น

เฉกเช่นเดียวกับลิเบีย นับตั้งแต่เกิดการโค่นล้มกัดดาฟีลงจากอำนาจ ก็ยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก และในปีนี้ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะหดตัวลงที่ 5.1%

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวของภูมิภาคอาหรับเป็นไปอย่างเชื่องช้าประกอบขึ้นมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน หนึ่ง การปฏิรูปการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเพื่อไปสู่ระบอบประชาธิปไตยยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และทำให้การเดินหน้าเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะเข้ารูปเข้ารอยเหมือนช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติจึงเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

เนื่องจากการปฏิรูปการเมืองที่ยังไม่สามารถสร้างระบบระเบียบทางการเมืองได้อย่างชัดเจน ทำให้ระบบการเมืองในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันได้

และนี่ก็กลายเป็นเหตุให้กลุ่มก๊วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างหลากหลายช่วงหลังการปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองสายศาสนา ไปจนถึงกลุ่มการเมืองของขั้วอำนาจเก่า อาศัยช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวปลุกระดมมวลชนขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการโค่นล้มการนำของฝ่ายตรงข้าม เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในอียิปต์และตูนิเซียในปัจจุบัน

ความสับสนวุ่นวายดังกล่าวยังทำให้ภาคธุรกิจเอกชนจำนวนมากในหลายประเทศ ชะลอแผนการลงทุนเอาไว้ เนื่องจากไม่ไว้ใจเหตุความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การจ้างงานจึงไม่เกิดขึ้น โดยไอเอ็มเอฟคาดว่าในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาอัตราคนว่างงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านคน

สอง ยิ่งเมื่อเกิดภาวะความไม่สงบจากภาวะสงครามกลางเมืองในซีเรีย ก็ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดกับซีเรียอย่างเลบานอนและจอร์แดน ต้องแบกรับภาระด้านการคลังมากขึ้น

เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต้องนำงบประมาณจำนวนมากไปเลี้ยงดูผู้อพยพจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้ในปีที่แล้วเศรษฐกิจเลบานอนขยายตัวได้เพียงแค่ 1.8% เท่านั้น และจะขยายตัวได้แค่ 1.5% ในปีนี้และปีหน้า

เช่นเดียวกับจอร์แดนที่ต้องเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยปีที่แล้วจีดีพีลดลงมาเหลืออยู่ที่ 2.8% กระนั้นแม้ว่าในปีนี้ไอเอ็มเอฟจะคาดการณ์ว่าจะขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% ในปีนี้ และ 3.5% ในปีหน้า แต่ก็ยังถือเป็นการขยายตัวที่อ่อนแออยู่ดี

สาม ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเช่นกัน ที่ทำให้เศรษฐกิจตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังคงอ่อนแอและไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวจำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทวีปยุโรป และประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าหลักสำคัญของหลายประเทศ

ดังนั้น เมื่อคู่ค้าหลักยังคงไม่สามารถฟื้นตัวได้ อาหรับซึ่งพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว และการซื้อน้ำมันจากยุโรปและจีน อาหรับจึงไม่สามารถฟื้นคืนได้

จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว การว่างงานที่สูงขึ้น ทำให้ในอนาคตรัฐบาลหลายประเทศจะต้องเผชิญกับภาวะแรงกดดันจากประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีความสามารถในการแบกรับค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคมแบบจำกัดจำเขี่ยจากผลกระทบของปัญหาเศรษฐกิจ

จึงไม่แปลกเมื่อเร็วๆ นี้ มาซุส อาเหม็ด ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางของไอเอ็มเอฟ จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาค รวมถึงทั่วโลก เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน และหาวิธีกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตในระยะสั้น ไปจนถึงการวางแผนต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจเอกชนโดยเร็ว

เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ในอนาคตอาจได้เห็นกระแสลุกฮือของประชาชนอาหรับปะทุอีกรอบก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์