
เวิลด์แบงก์เตือนตลาดเกิดใหม่อ่วมหลังชะลอคิวอี
จิมยองคิม ประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกโรงเตือนว่า บรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) ที่ใช้มานานกว่า 1 ปีลง ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อว่าอาจเริ่มขึ้นในต้นปีหน้า
จิมยองคิม ประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกโรงเตือนว่า บรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) ที่ใช้มานานกว่า 1 ปีลง ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อว่าอาจเริ่มขึ้นในต้นปีหน้า
“เราคาดว่าจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นจากผลของการประกาศลดวงเงินคิวอีในครั้งแรกราว 1 ใน 3” รอยเตอร์สอ้างคำกล่าวของจิม
ประธานเวิลด์แบงก์ กล่าวด้วยว่า หากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เข้าถึงทุนสำหรับการลงทุนในประเทศได้ยากขึ้น ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังจำเป็นต้องใช้เงินอีกถึง 4.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 138 ล้านล้านบาท)
ที่ผ่านมานั้น การส่งสัญญาณเตรียมชะลอคิวอีหลายครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เนื่องจากนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะทุนไหลออกยังมีปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภายในประเทศเหล่านี้ด้วย
ด้านบลูมเบิร์กรายงานด้วยว่า การปล่อยสินเชื่อเงินกู้ของธนาคารในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เฟื่องฟูมานับตั้งแต่ปี 2551 นั้น อาจเริ่มมาถึงทางตันแล้ว เนื่องจากธนาคารจำนวนมากในหลายประเทศเริ่มประสบกับปัญหาหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้อินเดียต้องประกาศอัดฉีดทุนให้กับธนาคารของรัฐเพิ่มเติม ในขณะที่จีนก็มีคำสั่งให้ธนาคารต้องตั้งทุนสำรองเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุดนั้นอัตราหนี้เสียของธนาคารในจีนช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ยังทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบ 8 ปี อยู่ที่ 5.63 แสนล้านหยวน (ราว 2.9 ล้านล้านบาท)
“ลูกหนี้จำนวนมากกำลังดิ้นรนชำระหนี้ และภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ก็จะยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลงไปอีก ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์อันสุกงอมสำหรับวิกฤตการณ์ประเทศตลาดเกิดใหม่เลยทีเดียว” สัตยาจิต ดาสผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดการเงินจากออสเตรเลีย กล่าว







