
กฎหมู่หรือกฎหมาย?
ตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับแรกในรูป พ.ร.บ.ปรองดองฯ เมื่อกลางปี 2555 ประชาธิปัตย์ได้เริ่มจัด “เวทีผ่าความจริง” ทุกสัปดาห์ตามภูมิภาคต่างๆ มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ดาวเทียมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน
ตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับแรกในรูป พ.ร.บ.ปรองดองฯ เมื่อกลางปี 2555 ประชาธิปัตย์ได้เริ่มจัด “เวทีผ่าความจริง” ทุกสัปดาห์ตามภูมิภาคต่างๆ มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ดาวเทียมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน
1 ปีให้หลังได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ให้เฉพาะผู้ร่วมชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ยกเว้นแกนนำที่เรียกกันว่านิรโทษแบบ “ครึ่งซอย” แม้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยเพราะนิรโทษผู้กระทำผิดทางอาญา เช่น คนฆ่า คนเผา แต่เสียงข้างมากก็ได้ผ่านวาระที่ 1
ในวันนั้นได้มีประชาชนจำนวนมากมาร่วมกันเดินส่ง สส.ประชาธิปัตย์ เข้าสภา จากเวทีผ่าความจริงที่อุรุพงษ์
ในขั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ขยายขอบข่ายการนิรโทษในหลายๆ ด้าน เช่น รวมแกนนำ รวมคดีทุจริตคอร์รัปชั่น และมีช่วงเวลากว้างขึ้นจาก 19 ก.ย. 2549 ถึง 10 พ.ค. 2554 เป็นตั้งแต่ปี 2547 ถึง 8 ส.ค. 2556 นับเป็นการแก้ให้นิรโทษ “สุดซอย”
ทำให้กลุ่ม สส.ประชาธิปัตย์ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี ประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเข้มข้น โดยเชิญชวนประชาชนให้ออกมาชุมนุมคัดค้านที่บริเวณสถานีรถไฟสามเสน ซึ่งต่อมาย้ายไปที่ถนนราชดำเนิน
รองหัวหน้าพรรคหลายคนได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้การเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ อภิสิทธิ์ เววชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปขึ้นเวที แต่ก็ไปในฐานะแขกรับเชิญ เช่นเดียวกับตัวแทนประชาชนภาคส่วนต่างๆ
มีการเตรียมฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์เพราะอภิสิทธิ์ไปขึ้นเวทีราชดำเนินที่เขาคิดว่าผิดกฎหมายเนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตความมั่นคง แต่ความจริงเวทีราชดำเนินอยู่ในแขวงบวรนิเวศ ซึ่งไม่อยู่ในมาตรการบังคับของ พ.ร.บ.มั่นคง เพราะมิได้มีประกาศข้อกำหนดห้าม ล่าสุดมีการอ้างว่าผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง ตราบใดที่ไม่มีการใช้กำลังข่มขืนใจหรือประทุษร้าย
พรรคประชาธิปัตย์ยังยึดมั่นในระบบรัฐสภา แต่เมื่อมีการใช้เสียงข้างมากลากไปเสมือนหนึ่งเผด็จการรัฐสภา ทำให้สภาผู้แทนฯ ผ่านกฎหมายที่ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม หลักจริยธรรมของสังคม อีกทั้งส่งเสริมการทุจริตคอร์รัปชั่นและธุรกิจการเมืองอย่างที่สุด โดยไม่สนใจประโยชน์สุขของประชาชน สส.ประชาธิปัตย์หลายคนจึงออกมาเคลื่อนไหวในฐานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ดิฉันเองเคยมีความหวังจากประสบการณ์ในฐานะ สส.ช่วงพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล ที่มีการต่อสู้ทางความคิดมากมาย แต่ทุกฝ่ายก็เคารพกติกาอย่างเคร่งครัด
ถึงขนาดรัฐบาลยอมถอนร่างกฎหมายออกไปก็มี เช่น ร่าง พ.ร.บ.เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ฝ่ายค้านชี้ว่าเกี่ยวเนื่องด้วยการเงิน ต้องถอนออกให้นายกรัฐมนตรีรับรองแล้วจึงเสนอเข้ามาใหม่ หรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีประเด็นที่ฝ่ายค้านโต้แย้ง รัฐบาลก็ถอนออกไปและยังไม่มีการเสนอใหม่จนกระทั่งยุบสภา
ความหวังของดิฉันล่มสลายเมื่อพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมาก เพราะเขาไม่เคารพกติกาในหลายๆด้าน เช่น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้มีการแก้ไขที่ขัดแย้งกับหลักการที่สภารับในวาระที่ 1 และสาระได้กลับกลายเป็น พ.ร.บ.ที่เกี่ยวเนื่องด้วยการเงิน ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองก่อนแต่ยังไม่มีการรับรอง มีการรวบรัดปิดอภิปรายทั้งกฎหมายนี้และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่างๆ โดยไม่ให้ สส.หรือ สว.ที่สงวนความเห็นแปรญัตติส่วนใหญ่ได้นำเสนอเหตุผลต่อที่ประชุม
ปรากฏการณ์กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย มิได้เกิดขึ้นแต่นอกสภา ช่วงปี 2553 ที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านและมีการระดมคนเสื้อแดงมาชุมนุมโดยมีกองกำลังติดอาวุธที่ก่อการร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สิน แต่เกิดขึ้นแม้กระทั่งในรัฐสภาเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก แต่ไม่รับฟังเสียงข้างน้อย ไม่เคารพกฎกติกา
แม้ประชาธิปัตย์จะทำเรื่องร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ทราบกันดีอยู่ว่ามักมีการใช้มวลชนเสื้อแดงกดดันศาลอย่างมาก ที่ สส.ประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา มีการตอบรับจากประชาชนภาคส่วนต่างๆ อย่างล้นหลาม ตั้งแต่ภาคธุรกิจ สหภาพ ภาควิชาการ ศิลปินดารา และประชาชนทั่วไป รวมถึงกลุ่มคนอายุน้อยที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีการแสดงออกทางการเมืองและเคยมีผลสำรวจว่าส่วนใหญ่ยอมรับการทุจริตคอรร์รัปชั่น
แม้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าการชุมนุมควรจะจบได้แล้ว เพราะให้ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 5 ฉบับจากสภาแล้ว (โดยก่อนหน้านี้ตนปฏิเสธความเกี่ยวข้อง) แต่ร่างที่วุฒิสภากำลังพิจารณาอยู่ยังไม่ได้ถอน และอาจถูกแช่ไว้ 180 วันหากวุฒิสภาไม่รับร่าง ทำให้ฝ่ายพรรคเพื่อไทยสามารถหยิบยกขึ้นมาโหวตผ่านได้เมื่อกระแสการต่อต้านลดน้อยลง
สุเทพได้ประกาศว่า เย็นวันจันทร์ที่ 11 พ.ย. จะมีการตั้ง “ศาลประชาชน” ที่เวทีราชดำเนิน ทำให้เกิดความสงสัยว่าจะเป็น “ศาลเตี้ย” หรือไม่? ขณะที่เขียนบทความนี้ยังไม่ทราบว่า “ศาลประชาชน” จะเป็นอย่างไร
กลุ่ม สส.ประชาธิปัตย์ได้แถลงการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวต่อสู้ภายใต้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยเคารพต่อกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่เป็นตามนั้น ความเป็นในสถาบันที่สืบทอดอุดมการณ์มากว่า 67 ปีก็จะเสื่อมถอยลงเป็นแน่







