
เบี้ยวภาษีประท้วงรัฐพูดง่ายทำยาก
สารพัดม็อบต้านการบริหารประเทศรัฐบาล นอกจากสร้างปัญหาการเมืองแล้ว ยังส่งผลกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
สารพัดม็อบต้านการบริหารประเทศรัฐบาล นอกจากสร้างปัญหาการเมืองแล้ว ยังส่งผลกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ลำพังการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา ก็ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจไม่ได้ตามเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้แล้ว
มาล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยังได้ยกระดับการชุมนุมนัดหยุดงาน รวมถึงการหยุดจ่ายภาษีให้รัฐบาลเป็นการชั่วคราว เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลนำไปใช้จ่ายยังไม่คุ้มค่าในหลายโครงการ และปล่อยให้มีการทุจริตจำนวนมาก
ข้อเรียกร้องให้ประชาชนและผู้ประกอบการเบี้ยวจ่ายเงินภาษี ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นที่เวทีชุมนุมผู้ประท้วงบนถนนราชดำเนิน แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการชักชวนกันในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องจากผู้เสียภาษีไม่ต้องการเห็นรัฐบาลใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายในโครงการรับจำนำข้าวที่มีผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท และต้องนำเงินภาษีไปโปะชดใช้ทุกปี และยังมีการปล่อยทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ผู้เสียภาษียังโยงไปถึงไม่ต้องการเสียภาษีให้รัฐไปใช้คืนให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์จากความผิดร่ำรวยผิดปกติจำนวนหลายหมื่นล้านบาท หาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยมีผลบังคับใช้
หรือแม้แต่การกู้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หรือการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องใช้เงินภาษีมาใช้คืนนั้น ก็ถูกมองว่ามีการกินหัวคิวโครงการหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้เสียภาษีที่ไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล หยิบยกขึ้นมาชักชวนกันชะลอการจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การประท้วงไม่จ่ายภาษีของกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสมาคมหอการค้าไทยก็ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขณะที่กระทรวงการคลังก็ออกมาปรามว่า การไม่เสียภาษีจะถูกตรวจสอบภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระมากขึ้น
นอกจากนี้ แง่ของการปฏิบัติก็ทำได้ยาก เพราะหากมีการไม่จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลจริง จะพบในส่วนของการเสียภาษีบุคคลธรรมดาทำได้ยากมาก โดยเฉพาะในส่วนของลูกจ้างบริษัท เพราะบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินเดือนและรายได้ของลูกจ้างให้กับกรมสรรพากรทุกเดือน โดยต้องส่งเงินให้กับกรมสรรพากรก่อนวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หากบริษัทไม่ดำเนินการก็จะต้องเสียเงินเพิ่ม หรือเรียกง่ายๆ ว่าดอกเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ไม่นำส่ง จนกว่าจะมีการนำส่งให้ถูกต้อง
ขณะที่กรณีที่ผู้เสียภาษีจะขอให้บริษัทไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายของตัวเองให้กับกรมสรรพากร ก็เป็นเรื่องที่มีความผิดเพิ่มขึ้น เพราะทั้งนายจ้างและลูกจ้างก็จะมีความผิดรวมกันทั้งคู่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีในส่วนของบุคคลธรรมดาที่เป็นอาชีพอิสระ อาจจะสามารถหยุดจ่ายภาษีให้กับกรมสรรพากรได้ เพราะส่วนใหญ่จะเสียภาษีก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการไม่เสียภาษีในปลายปี จะต้องเสียทั้งค่าปรับ 2 เท่าของภาษีที่ไม่จ่าย รวมถึงเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนด้วย
สำหรับผู้ประกอบการ ในการเสียภาษีซื้อขายหรือมูลค่าเพิ่ม มีกำหนดว่าต้องส่งให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากไม่ส่งจะโดนโทษรุนแรง คือ ถูกปรับ 2 เท่า รวมถึงเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน และยังต้องจ่ายภาษีให้ครบอีกด้วย
ไม่ต่างอะไรกับการเสียภาษีนิติบุคคลที่ต้องจ่ายกลางปีและปลายปี หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องถูกปรับ 2 เท่า รวมถึงเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนเหมือนกัน
เมื่อโทษของการเบี้ยวจ่ายภาษีรุนแรง ทำให้มีภาระกับผู้เสียภาษีมากขึ้น ส่งผลให้การประท้วงไม่จ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลไม่มีเงินใช้จ่ายจึงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะการจะให้เกิดผลกระทบกับรายได้ของรัฐบาล จะต้องมีการร่วมแรงร่วมใจของผู้เสียภาษีจำนวนมากจริงๆ ซึ่งโอกาสจะเกิดขึ้นเป็นไปแทบไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการเบี้ยวจ่ายภาษีของผู้ชุมนุมประท้วง จะสร้างความสั่นสะเทือนกับรัฐบาลไม่ได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเหตุผลที่ผู้ชุมนุมยกขึ้นมาในเรื่องการใช้จ่ายมือเติบไม่มีประสิทธิภาพ และปล่อยให้มีการทุจริตจำนวนมาก
รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ผู้เสียภาษีรับไม่ได้ เพราะมีการใช้เงินดำเนินการสูงถึง 67 แสนล้านบาท ไม่รวมกับรอบใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท หากคิดมีการดำเนินการมา 2 ปี เท่ากับจะมีผลขาดทุนถึง 4 แสนล้านบาท และรัฐบาลก็ต้องนำเงินภาษีมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถตอบได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นตกอยู่ในมือของชาวนาและนายทุนนักการเมืองที่ฉวยโอกาสจากการดำเนินโครงการรับจำนำ
นอกจากนี้ การปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษี เช่น การตรวจสอบภาษีกับรายเล็กรายน้อย แต่กลับปล่อยปละละเลยกับผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่เป็นนายทุนใกล้ชิดการเมือง ทำให้ผู้เสียภาษีล้วนเสียความรู้สึก ไม่อยากเสียภาษีให้กับรัฐบาลทั้งนั้น
หากย้อนกลับไปในอดีตที่กรมสรรพากรละเว้นไม่เก็บภาษีหุ้นนักการเมืองใหญ่ของประเทศ ก็เคยเกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลไม่จ่ายภาษีมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภายหลังกรมสรรพากร กลับลำมาเก็บภาษีดังกล่าวจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ก็ยังปล่อยให้หลุดมือในชั้นของการต่อสู้ในศาล โดยไม่ยอมยื่นอุทธรณ์ ทำให้เงินภาษีหมื่นล้านบาทหลุดมือไป
กรณีล่าสุด เจ้าหน้าที่และผู้บริหารกรมสรรพากรร่วมกับเอกชนทุจริตการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกปลอมเสียหายถึงกว่า 4,000 ล้านบาท จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถตามเงินคืนมาได้ ล้วนเป็นประเด็นที่ทิ่มแทงใจผู้เสียภาษีที่ถูกต้องทั้งนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เสียภาษีเดิมก็ไม่อยากเสีย ส่วนผู้เสียภาษีรายใหม่ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางไม่เข้ามาอยู่ในระบบภาษี เพราะเห็นว่าเงินภาษีที่เขาเสียจำนวนไม่น้อยถูกทุจริตไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะลดภาษีในอัตราที่ต่ำลง ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา แต่แนวโน้มการทุจริตที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ในความเป็นจริงแล้วผู้เสียภาษียังมีภาระที่สูงในการจ่ายภาษีเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ
ทั้งหมดเป็นเรื่องที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้ แม้ว่าผู้เสียภาษีจะรวมตัวเบี้ยวจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลตามที่คิดไว้ไม่ได้ แต่ความคับข้องใจดังกล่าวอาจจะถูกระบายโดยการไปร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจให้ทรุดหนัก และกระทบรายได้ของรัฐบาลให้ได้น้อยลงแบบหนีไม่พ้นเหมือนกัน







