
จับหนุ่มปากีฯกลืนเฮโรอีนเข้าไทย
ศุลกากรสุวรรณภูมิจับกุมสองหนุ่มชาวปากีฯกลืนเฮโรอีนเข้าไทยคิดมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
ศุลกากรสุวรรณภูมิจับกุมสองหนุ่มชาวปากีฯกลืนเฮโรอีนเข้าไทยคิดมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
นายไพศาล ชื่นจิต ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนและปราบปราม พร้อมด้วย นายสมชาย อัศวตรีรัตนกุล หัวหน้างานสืบสวนปราบปรามที่ 1 นายวิศิษฐ์ พีรพัฒนานนท์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายสืบสวนปราบปราม 1 แถลงผลจับกุม 2 ผู้ต้องหาชาวปากีสถานที่ลักลอบนำยาเสพติดประเภทเฮโรอีน เข้ามาในราชอาณาจักรไทย ประกอบด้วยนายมาซาส อิคบาล และนายกิลดาร์ ฮุสเซน พร้อมด้วยของเฮโรอีน ที่ซุกซ่อนมาในช่องลับหูกระเป๋าเดินทางสีแดงขนาดใหญ่จำนวน 2 ใบ และเฮโรอีนอัดแท่งเป็นก่อนทรงรีรูปไข่ที่กลืนเข้าไปในท้องน้ำหนักรวม 1,010 กรัม มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท โดยจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ในขณะที่เดินอยู่ภายในห้องโถงอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ในขณะเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบชายชาวปากีสถานจำนวน 2 คนเดินลากกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่สีแดงคนละ 1 ใบ อยู่ภายในห้องโถงอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ด้วยท่าทางมาพิรุธ จึงได้เชิญตัวทั้งสองมาทำการตรวจสอบ โดยนำกระเป๋าสัมภาระทั้งสองใบเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ ได้พบวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนอยู่ภายในหูกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบ จึงแกะออกมาตรวจสอบพบว่าวัตถุที่พบในหูกระเป๋าทั้งสองใบเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีน ขณะเดียวกันชายชาวต่างชาติทั้งสองคนยังมีท่าทางคล้ายคนปวดท้อง จึงได้เชิญตัวทั้งสองไปทำการเอ็กซ์เรย์ ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 ได้พบว่าในช่องท้องของชายทั้งสอง มีก้อนซึ่งเป็นวัตถุต้องสงสัยจำนวนมากอยู่ภายใน จึงได้ทั้งสองถ่ายออกมาพบว่าเป็นยาเสพติดชนิดเดียวกัน
จากการสอบสวนทราบชื่อนายมาซาส และ นายดิลดาร์ ซึ่งเดินทางมาจากกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ด้วยสายการบินไทยแอร์เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เที่ยวบินที่ TG 350 มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยทั้งสองอ้างว่ามีคนว่าจ้างให้ตนกลืนก้อนยาเสพติดลงท้อง และยัดในหูกระเป๋าสัมภาระเดินทางเข้ามายังประเทศไทยและจะมีคนมารับ โดยได้ค่าจ้างคนละ 15,000 บาท ทำมาแล้วประมาณ 8-9 ครั้ง
เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินคดีตามกฎหมาย







