
นักศึกษาตื่นแล้ว...คึกคักที่ม็อบนกหวีด
คำถามคือเหตุใด นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จึงตอบรับกับกระแสคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม..
นักศึกษาตื่นแล้ว ....คึกคักที่ม็อบนกหวีด
- ทีมข่าวในประเทศ
กระแสการออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยในรอบนี้ เรียกว่าร้อนแรงแผ่ปกคลุมไปทั่วประเทศ จนรัฐบาลและหน่วยงานฝ่ายมั่นคงต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวันถึงปริมาณคนที่ออกมาชุมนุม ต้องยอมรับว่าการชุมนุมคัดค้านรอบนี้เป็นกระแสที่จุดติดไปแล้วประชาชนทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพออกมาชุมนุมกันอย่างมากมาย
ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงประเมินผิดคาดไปมากซึ่งหนึ่งในนั้นไม่พ้นพลังของกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต่างออกมาแสดงตนรับกระแสออกมาคัดค้านกันเกือบแทบทุกจะแห่ง หากเทียบเคียงทำให้คนนึกไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีนักศึกษาออกมาร่วมชุมนุมทางการเมืองจำนวนมาก
คำถามคือเหตุใด นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จึงตอบรับกับกระแสคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขณะที่เรื่องการเมืองดูจะเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับนักศึกษาในยุคปัจจุบัน
วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตนักศึกษาซึ่งเคยเคลื่อนไหวด้านการเมืองในช่วง ต.ค. 2516 ระบุว่า เพราะทุกคนเข้าใจในประเด็นเดียวกันได้โดยง่าย ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการนิรโทษให้กับการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งผิดหลักจริยธรรม ธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสั่นคลอนอนาคตของประเทศ เมื่อประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดออกไปผ่านสื่อสมัยใหม่ที่รวดเร็วและไร้ข้อจำกัด ก็ย่อมโหมแรงต้านขึ้นได้อย่างหยุดไม่อยู่
"เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนิรโทษให้กับการทุจริต เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอม และเมื่อคนสื่อสารกันเรื่องนี้มันก็เห็นภาพที่ชัดเป็นจุดเดียว มีชุดเหตุผลรองรับชัดเจน เหมือนที่เข้าใจเรื่องต้านเขื่อน"วิทยากร กล่าว
ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ ระบุว่า ความขัดแย้งการเมืองไทยที่ผ่านมามีจุดเริ่มความขัดแย้งต่างกัน และส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งแตกต่างกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของความขัดแย้งขยับขึ้นมาอยู่ในระดับของความชอบธรรม หรือว่าความถูกผิด ความเข้าใจของเยาวชน ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจเรื่องความซับซ้อนในเรื่องของการเมือง ก็สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้โดยไม่ยาก
"ในระดับของประชาชนที่เป็นนิสิตนักศึกษา เซ้นส์ของเขาชัดเจนในเรื่องของความถูกความผิดไม่เหมือนแฟนพันธุ์แท้ของม็อบสีต่างๆ นอกจากนี้ ยังอยู่ในระดับสาเหตุความชอบธรรมที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงได้ง่ายกว่า เพราะรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องถูกจับไปรวมกับม๊อบสี พรรคการเมือง หรือขั้วการเมืองแบบไหน เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สนใจ" ธามกล่าว
วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายว่า การนิรโทษกรรมล้างความผิดทั้งหมดนักศึกษารับรู้ได้ว่าเป็นสิงที่มากเกินไปและยอมไม่ได้ ที่คดีต่างๆคลอบคลุมเกือบ 10ปี จะหายไปเลย ทั้งคดีอาญาและแพ่ง ตามข้อมูลข่าวสารต่างๆที่มากมาย สิ่งที่จุดติดเพราะคาบเกี่ยวกับเรื่องคอรัปชั่นส่วนหนึ่ง
แต่ที่ทำให้นักศึกษาคิดว่ายอมไม่ได้คือเป็นเรื่องจริยธรรม ทำให้รู้สึกว่าไม่เกรงใจเจ้าของประเทศคือประชาชน เมื่อมหาวิทยาลัยชื่อดังจุดติดทางมหาวิทยาลัยอื่นจึงต้องออกมาร่วมคัดค้านด้วย เพราะมีความเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ทั้งทางผู้บริหาร คณาอาจารย์ นักศึกษา จึงมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน หากรัฐบาลไม่สร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น หลังจากนี้เชื่อว่ากระแสนักศึกษาจะจุดติดง่ายขึ้นไปอีก
อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึงแม้จะเป็นเรื่องการเมือง แต่ไม่ใช่เรื่องพรรคการเมืองหรือการเลือกซ้ายขวา นักศึกษาส่วนใหญ่อาจเบื่อเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของความถูกผิด จึงเป็นเรื่องที่นักศึกษาปัจจุบันจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า นักศึกษาที่ออกมาเข้าใจความหมายเรื่องการคัดค้านดี เนื่องจากมีข้อมูลให้ติดตามทางโลกออนไลน์จำนวนมาก พอรับรู้ข้อมูลแล้วมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้สิ่งที่ไม่ดีงามเช่นการทุจริตผ่านพ้นไปโดยไม่ได้รับโทษทางกฏหมาย อาทิเช่นการล่ารายชื่อคัดค้านในโลกออนไลน์เพียงไม่กี่วันได้รายชื่อกว่า 5แสนรายชื่อ ทั้งนี้ยอมรับว่าการคัดค้านรอบนี้นักศึกษาให้ความสนใจกันมาก ส่วนจะเป็นแค่กระแสหรือไม่นั้น คงอยู่ที่ผลลัพท์ที่ออกมาว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ
จิระนันท์ พิตรปรีชา อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กล่าวว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ดีที่นักศึกษาออกมาคัดค้าน เป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นกระแสเห็นว่านักศึกษาติดตามข่าวพอสมควรส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนทั้งสิ้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยและอาจารย์ ก็มีส่วนให้นักศึกษาออกมาคัดค้านซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี ทางตัวนักศึกษาคงเห็นว่าอยู่เฉยไม่ได้และเบื่อหน่ายที่การเมืองจนต้องออกมาคัดค้าน แสดงตัวมาสนใจการเมือง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ และตัวเองก็มีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ มองว่าในอนาคตกลุ่มนักศึกษาคงจะเฝ้ามองการเมืองรอบตัวมากขึ้น







