
นักวิชาการชี้ต้องไทยเจรจากัมพูชา
นักวิชาการเผยไทยเสียดินแดนตั้งแต่ปี2505 ย้ำไม่รู้ศาลโลกตัดสินเพิ่มล้ำที่ไทยเท่าไรขึ้นอยู่กับเจรจา 2 ฝ่าย
นักวิชาการเผยไทยเสียดินแดนตั้งแต่ปี2505 ย้ำไม่รู้ศาลโลกตัดสินเพิ่มล้ำที่ไทยเท่าไรขึ้นอยู่กับเจรจา 2 ฝ่าย
นายชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในปี 2505 ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารและบอกว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา 2.ถอนทหาร และ 3.ส่งคืนวัตถุโบราณ แต่กลับไม่เคยมีคำตัดสินเรื่องบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท (Vicinity) คำตัดสินเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้ระบุว่าพื้นที่บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท เป็นของใคร เพียงแต่ศาลโลกไม่ฟังคำร้องของกัมพูชา ที่ให้เป็นไปตามแผนที่ Annex 1 หรือ 1:2 แสน และไม่ได้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2505 ส่วนที่บางคนตีความคำตัดสินของศาลโลก เมื่อวันที่ 11พ.ย. ว่าไทยเสียดินแดนเพิ่มนั้น อยากให้มองว่า ไทยได้เสียดินแดนตั้งแต่ปี 2505 แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุชัดเท่านั้น และตีความไม่ตรงกัน เปรียบเหมือน กัมพูชาบอกว่าไทยติดหนี้ 5,000 บาท แต่ไทยบอกว่าติดหนี้แค่ 1,000 บาท ศาลจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย และบอกว่าไทยต้องใช้หนี้กัมพูชา 2,000 บาท
“ศาลโลกได้ตีความโดยยึดหลักเกณฑ์ มาตรา 60 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยได้ย้ำว่าเขตแดนเป็นข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีจริง และจำกัดกรอบตัวเองในคำตัดสินเมื่อปี 2505 เพราะฉะนั้นศาลโลกไม่สามารถระบุว่าพื้นที่ทับซ้อนที่มีคนกัมพูชามาอาศัยอยู่นั้นเป็นของกัมพูชา เพราะไม่เกี่ยวกับคำตัดสินปี 2505 ส่วนที่ศาลลากเส้นมาเพิ่มนั้นศาลได้ใช้แผนที่ 1 : 2แสน จริงแต่ใช้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นชะง่อนผาเท่านั้น ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีพื้นที่เท่าไร ขึ้นอยู่กับกลไกการเจรจา แต่ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ในส่วนนี้เองก็ไม่เคยเป็นของไทยอยู่แล้ว” นายชุมพรกล่าว
ขณะที่ นายไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศาลโลกเคยตัดสินคดีพิพาทดินแดนมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นระหว่าง อินโดนีเซีย และมาเลเซีย หรือสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งคำตัดสินทั้ง 2 กรณีนั้น คู่กรณีก็ได้แก้ข้อพิพาทอย่างสันติวิธีเรื่อยมา และไม่ได้มีการระบุว่าประเทศใดเสียดินแดน เพียงแต่เกิดการพัฒนาร่วมกัน จึงมีความเห็นตามที่ ทั้งกัมพูชาและไทยได้แถลงจุดยืนล่วงหน้าแล้วว่าไม่ว่าจะตัดสินในแบบใด ก็จะเคารพศาล จะปฏิบัติตามอย่างไรก็เป็นฝ่ายเทคนิคให้ตีความคำพิพากษา และควรปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลโลก ทั้งนี้ เห็นว่าหากเจรจาอย่างสันติวิธี และไม่เคร่งครัดในข้อกฎหมาย ก็สามารถได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย และเห็นว่าหมดยุคที่จะนำเรื่องเขตแดนมาทำลายสันติสุขของทั้ง 2 ประเทศแล้ว โดยความขัดแย้งในประเทศไทยมีมากอยู่แล้ว ไม่ควรเอาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านมาซ้ำเติมปัญหาเดิมอีก
นายสุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำตัดสินของศาล ระบุชัดว่า เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และเป็นมรดกของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นพันธกิจของทั้งกัมพูชาและไทยในการจรรโลง บูรณะปฏิสังขรณ์ให้เป็นของมนุษยชาติให้สมบูรณ์แบบ และเลิกคิดถึงความแตกแยก ตั้งแต่ปี 2505 เพราะว่ากันตามจริงแล้ว อดีตของเขาพระวิหารสามารถย้อนไปได้นานนับ 1,000 ปี และมีความหมายในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศควรคิดถึงมากกว่า







