
ความจริงเรื่องตระกูล ส.(16) การประเมินอย่างมืออาชีพ
โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือไฮแทป เป็นองค์กรตัวอย่างที่น่าศึกษา เพราะก่อตัวขึ้นมาในระยะเวลาอันสั้นเพียง 6 ปีเท่านั้น แต่สามารถสร้างผลกระทบที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติได้มาก โดยเป็นองค์กรที่ทำงานซึ่งปกติจะสร้าง “ความทรมาน” ให้แก่ผู้ถูกประเมิน แต่กลับเป็นที่ยอมรับและชื่นชมอย่างกว้างขวางจากวงการที่เกี่ยวข้อง นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าไฮแทปทำอย่างนี้ได้อย่างไร
โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือไฮแทป เป็นองค์กรตัวอย่างที่น่าศึกษา เพราะก่อตัวขึ้นมาในระยะเวลาอันสั้นเพียง 6 ปีเท่านั้น แต่สามารถสร้างผลกระทบที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติได้มาก โดยเป็นองค์กรที่ทำงานซึ่งปกติจะสร้าง “ความทรมาน” ให้แก่ผู้ถูกประเมิน แต่กลับเป็นที่ยอมรับและชื่นชมอย่างกว้างขวางจากวงการที่เกี่ยวข้อง นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าไฮแทปทำอย่างนี้ได้อย่างไร
ประเทศเจริญแล้วหลายประเทศมีการก่อตั้งหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เช่น สหราชอาณาจักรมี “สถาบันเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการรักษาแห่งชาติ” ส่วนออสเตรเลียมี “คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเภสัชภัณฑ์” สาธารณรัฐเกาหลีมี “องค์กรประสานด้านบริการสุขภาพอิงหลักฐานแห่งชาติ” องค์กรเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่อย่าง “มืออาชีพ” ในการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพของประเทศ ไฮแทปเรียนรู้จากองค์กรเหล่านี้
ไฮแทปทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ โดยวางยุทธศาสตร์ไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การวิจัยและพัฒนาฐานรากของการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ 2) การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถทั้งระดับบุคคล องค์กร และบริบทของระบบสุขภาพ 3) การมุ่งประเมินหรือตอบสนองความต้องการของสังคม 4) การจัดการความรู้แล้วเชื่อมโยงผลงานการวิจัยไปสู่นโยบายและการปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพและสาธารณชน 5) การพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใน จัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายของนักวิชาการและองค์กรวิจัยที่ทำการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพในประเทศไทย
ไฮแทปทำงานอย่างมีขั้นตอน เริ่มจาก 1) การพัฒนาคู่มือการประเมิน 2) การพัฒนาฐานข้อมูลการประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) การพัฒนารายการต้นทุนมาตรฐานทางการแพทย์และสาธารณสุข และ 4) การพัฒนาการประเมินคุณค่าทางสังคมต่อการลงทุนทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ไฮแทปสามารถพัฒนาคู่มือการประเมินแล้วเสร็จและสามารถเผยแพร่ได้โดยใช้เวลาร่าง 1 ปี เป็นฉบับที่ 1 ที่มุ่งเน้นแนวทางสำหรับการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานให้ทุกฝ่ายมั่นใจในความเป็นกลาง ป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เน้นการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการดำเนินงานมาตรฐานเพื่อให้สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานและโปร่งใสตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
หลังจากได้เครื่องมือแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การสร้างนักวิจัยที่สามารถทำงานด้านนี้ได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งต้องขยายแวดวงไปสู่ผู้ที่จะนำผลการประเมินไปใช้ ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีการนำทั้งผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาวิจัยตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ต้องทำทั้งในระดับบุคคลและองค์กร เช่น สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานผู้ให้บริการสุขภาพ หน่วยงานผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นและความสำคัญ และมีความรู้ความเข้าใจในการที่จะต้องมีการประเมินและนำผลการประเมินไปใช้
ขั้นตอนต่อไป คือ จะต้องเลือกเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัยและประเมินที่มุ่งตอบสนองความต้องการของสังคม โดยกำหนดขอบเขตการทำงานได้อย่างครอบคลุมรอบด้านทั้งที่เป็นเทคโนโลยีการรักษา การฟื้นฟูสภาพ การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ รวมไปถึงมาตรการทางสังคมและนโยบายสาธารณะอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ข้อสำคัญ คือ ต้องสามารถทำงานให้ได้มาตรฐานและสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ทันท่วงที
เมื่อได้ผลการวิจัยและการประเมินแล้ว จะต้องมีการจัดการความรู้ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างได้ผลและมีพลัง ผลการประเมินจึงต้องจัดทำออกมาในรูปแบบที่หลากหลายตั้งแต่ 1) วารสารวิชาการสำหรับแวดวงวิชาการ โดยทำทั้งในรูปแบบบทความวิชาการ และเอกสารวิชาการอื่น เช่น มอโนกราฟ ให้สามารถอ้างอิงในเชิงลึกได้ 2) เป็นเอกสารหรือสื่ออื่น สำหรับผู้กำหนดนโยบาย เช่น เป็นบทสรุปนโยบาย บทสรุปผู้บริหาร 3) สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้อย่างเข้าใจและเต็มใจ 4) สำหรับสื่อมวลชน ทั้งนี้จะต้องมีรูปแบบในการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น ผ่านการประชุม สัมมนา แถลงข่าว การจัดนิทรรศการ การเผยแพร่ผ่านสื่อสังคม เป็นต้น ลูกค้าหลักของไฮแทป ได้แก่ คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการชุดสิทธิประโยชน์ ภายใต้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ ทั้งสองคณะนี้ร่วมกันกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ซึ่งรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านยาของระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย
สุดท้ายคือ การพัฒนาองค์กรของไฮแทปเอง รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถ โดยการจัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายทั้งนักวิชาการและองค์กรที่ทำงานด้านนี้ในประเทศ ตามหลัก INNE คือ ตัวนักวิชาการระดับบุคคล องค์กร เครือข่าย และสภาพแวดล้อม น่าสนใจว่า หลัง 2 ปีของการทำงาน ไฮแทปก็ทำการประเมินตนเอง ปรากฏเป็นเอกสาร “ก้าวแรก” ที่บันทึกผลการประเมินไว้อย่างดี พอครบ 5 ปี ก็มีการประเมินเพื่อพัฒนาตนเองอีกรอบ ปรากฏเป็นเอกสาร “การเดินทางของ HITAP เพื่อสร้างและใช้หลักฐานวิชาการสำหรับการตัดสินใจในระบบสุขภาพไทย” เป็นบันทึกการประเมิน ซึ่งเป็นไปตามหลัก “โยนิโสมนสิการ” และ “ปรโตโฆสะ” อย่างแท้จริง เป็น “ประเมินแห่งประเมิน” โดยแท้ และเป็นแบบอย่างของการประเมิน “อย่างมืออาชีพ” ที่น่าศึกษา
ไฮแทปได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. 30 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก แต่ทำงานจริงๆ เกือบ 70 ล้านบาท และในช่วงสามปีที่สอง ได้ทุนสนับสนุน 70 ล้านบาท แต่ทำงานจริงๆ กว่า 120 ล้านบาท ส่วนที่เกินจากที่ สสส.สนับสนุน ได้รับมาจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น สวรส. สปสช. กระทรวงสาธารณสุข ธนาคารโลก และองค์การอนามัยโลก หลังจาก 6 ปีแล้ว ไฮแทปสามารถอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจาก สสส.เป็นหลักอีกต่อไป นับเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ สสส.ได้ลงทุนไปในลักษณะจุดประกายหรือตัวเร่งปฏิกิริยา คือ สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมทางสังคมขึ้นในประเทศไทย และสามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง ต่อไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาทุนจาก สสส.เป็นหลักอีกต่อไป
การทำงานอย่าง “มืออาชีพ” และอย่างมั่นคงในคุณธรรม ด้วย “วัตรปฏิบัติ” อันสมควรเป็นแบบอย่างเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จะได้สรุปด้วยความชื่นชมไว้อย่างชัดเจนว่า ไฮแทปนั้น “มีผลงาน เป็นที่ชื่นชมและยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและวงการต่างประเทศ”







